วันจันทร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2556

ประตูลับมีจริงหรือ ???

ประตูลับ ทางลับ มีจริงหรือ ???


ภาพบน>>จากหนังสือลัทธิอนุตตรธรรมเรื่องไตรรัตน์หน้า 24


ถอดข้อความจากภาพบน
พระเจ้าได้ทรงวางประตูลับซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ในมนุษย์ทุกคน
ประตูลับนี้เปิดไปสู่หนทางเร้นลับที่นำวิญญาณกลับบ้าน

.............._____________________...............

อธิบาย

คำแรกตั้งแต่เปิดหัวเรื่องว่า "พระเจ้า" นี่ก็เรียกว่าผิดหลักของพุทธศาสนาตั้งแต่ฉากแรกแล้วครับเพราะเราทราบดีอยู่แล้วว่าพุทธศาสนาไม่เคยสอนเรื่องพระเจ้าหรือพระผู้สร้างแน่นอน

ประตูลับหรือทางลับ ที่ลัทธินี้อุปโลกน์ขึ้นมาไม่มีจริงแน่นอนครับ
แต่เรื่องนี้ก็ไม่พ้นเรื่องเดิมนะครับคือลัทธินี้ต้องการโยงไปสู่ จุดญานทวาร บริเวณกลางคิ้วที่ลัทธินี้ได้แอบอ้างว่าเป็นประตูลับที่จะมุ่งสู่นิพพานซึ่งประตูนี้จะเปิดก็ต่อเมื่อเข้าพิธีรับธรรมมะกับลัทธิเท่านั้น  แต่ในความจริงแล้วประตูลับนี้เป็นเรื่องอุปโลกมาลวงโลกและกล่าวตู่พระพุทธเจ้าเท่านั้นเนื่องจากพระพุทธเจ้านั้นไม่เคยมีความลับและไม่เคยสอนเรื่องประตูลับแต่อย่างไร

แท้จริงแล้วพระพุทธเจ้าได้ทรงค้นพบอริยสัจ 4 และได้บอกทางสู่นิพพานอันแท้จริงไว้ใน อริยมรรคมีองค์ 8 ดังนี้

เอเต เต ภิกขะเว, มัชฌิมา ปะฏิปะทา---ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ข้อปฏิบัติทางสายกลาง,
ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธา---เป็นข้อปฏิบัติที่ตถาคต, ได้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้ว,
จักขุกะระณี ญาณะกะระณี---เป็นเครื่องกระทำให้เกิดจักษุ, เป็นเครื่องทำให้เกิดญาณ,
อุปะสะมายะ อะภิญญายะ---เพื่อความสงบเพื่อความรู้ยิ่ง,
สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติ---เพื่อความรู้พร้อม, เป็นไปพร้อมเพื่อพระนิพพาน,
อะยะเมวะ อะริโย, อัฏฐังคิโก มัคโค--- หนทางนี้แลเป็นหนทางอันประเสริฐ, ซึ่งประกอบด้วยมรรคมีองค์แปด,
เสยยะถีทัง--- ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ,
สัมมาทิฏฐิ---ความเห็นชอบ,
สัมมาสังกัปโป---ความดำริชอบ,
สัมมาวาจา---การพูดจาชอบ,
สัมมากัมมันโต---การทำงานชอบ,
สัมมาอาชีโว---การเลี้ยงชีวิตชอบ,
สัมมาวายาโม---ความพากเพียรชอบ,
สัมมาสะติ---ความระลึกชอบ,
สัมมาสะมาธิ---ความตั้งใจมั่นชอบ,
(จากธัมจักรกัปปวัตตนสูตร)

ทั้งนี้พระพุทธเจ้ายังได้กล่าวตอกย้ำทางอันประเสริฐเส้นทางเดียวอันจะทำที่สุดแห่งทุกข์ไว้ชัดเจนว่า

ทางมีองค์แปด เป็นทางอันประเสริฐกว่าทางทั้งหลาย.
บทแห่งอริยสัจสี่ประเสริฐกว่าบททั้งหลาย.
วิราคธรรม ประเสริฐกว่าธรรมทั้งหลาย.
ผู้มีพุทธจักษุประเสริฐกว่าสัตว์สองเท้าทั้งหลาย
.นี่แหละทางเพื่อความหมดจดแห่งทัสสนะ ทางอื่นมิได้มี.
เธอทั้งหลาย จงเดินตามทางนั้น อันเป็นที่หลงแห่งมาร ; เธอทั้งหลาย เดินตามทางนั้นแล้ว จักกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้.
(อริยสัจจากพระโอษฐ์-ธ. ขุ.๒๕/๕๑/๓๐.)

สำหรับในด้านการปฏิบัติเพื่อบริสุทธิ์พระพุทธเจ้าเองก็ได้สอนทางสายเอกเป็นแนวทางการปฏิบัติไว้เปิดเผยชัดเจนคือ
มหาสติปัฏฐาน 4 ดังนี้

1 กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน - การมีสติระลึกรู้กาย
2 เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน - การมีสติระลึกรู้เวทนา
3 จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน - การมีสติระลึกรู้จิต
4 ธรรมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน - การมีสติระลึกรู้สภาวะธรรม

และทรงรับรองอานิสงส์แห่งการเจริญสติปัฏฐาน 4 ว่าสามารถนิพพานภายในชาตินี้ได้จริงดังนี้

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กึ่งเดือนยกไว้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดผู้หนึ่ง พึงเจริญสติปัฏฐาน ๔ นี้ อย่างนั้น
ตลอด ๗ วัน ผู้นั้น พึงหวังผลทั้ง ๒ ผลอันใดอันหนึ่ง คือ พระอรหัตตผลในปัจจุบันชาตินี้ ๑ หรือเมื่ออุปาทิ ยังเหลืออยู่ ก็เป็นพระอนาคามี ๑
(พระไตรปิฎก และอรรถกถาแปล ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย
ในพระบรมราชูปถัมภ์ เล่มที่ 14 ทีฆนิกาย มหาวรรค ข้อ 300 หน้า 254-257)มหาสติปัฏฐานสูตร

ที่สำคัญพระพุทธเจ้ายังได้ประกาศย้ำว่าหนทางนี้เป็นทางเอกทางเดียวเท่านั้นที่จะสามารถนิพพานได้จริง

“เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโค สตฺตานํ วิสุทฺธิยา โสกปริเทวานํ สมติกฺกมาย ทุกฺขโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมาย ญายสฺส อธิคมาย นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยาย ยทิทํ จตฺตาโร สติปฏฺฐานา ฯ”

“ภิกษุทั้งหลาย ทางนี้เป็นทางเดียว เพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์ เพื่อล่วงโศกและปริเทวะ เพื่อดับทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุญายธรรม เพื่อทำให้แจ้งนิพพาน ทางนี้ คือ สติปัฏฐาน 4 ประการ”
(พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มหาสติปัฏฐานสุตร)


นี่ละครับสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นพระธรรมคำสอนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ประกาศไว้   แล้วอยู่ใหนกันครับที่บอกเรื่องประตูลับตรงดั้งจมูก...ผู้ปฏิบัติทั้งหลายก็ทำกันมาเป็นพัน ๆ ปีพิสูจน์แล้วว่าบรรลุธรรมได้จริงในชาตินี้   แต่ก็ไม่เห็นมีใครเคยกล่าวถึงเรื่องประตูลับที่ดั้งจมูกแม้แต่พระอรหันต์ไต้ฟ้าเมืองไทยทุกยุคสมัยก็ไม่เคยมีผู้ใดกล่าวถึงเรื่องนี้   เพราะฉะนั้นสรุปได้ทันทีนะครับว่า  
หนทางของลัทธิอนุตตรธรรม 
กับ หนทางในพระพุทธศาสนานั้นเป็นคนละทาง

หนทางสู่มรรคผลนิพพานนั้นพระพุทธเจ้าได้ประกาศไว้ชัดเจนแล้วนะครับแล้วก็เป็นเรื่องเปิดเผยชัดเจนไม่มีอะไรเป็นความลับทั้งสิ้น หากแม้นเราทุกท่านปฏิบัติสมควรแก่ธรรมแล้วก็ย่อมที่จะหวังมรรคผลนิพพานได้จริงดังตัวอย่างของพระอริยเจ้าทั้งหลายตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันที่เป็นได้บรรลุมรรคผลเป็นประจักษ์หลักฐานมาตลอดเวลา

แต่ถ้าเป็นหนทางที่ลัทธิอนุตตรธรรมอุปโลกน์ขึ้นมาลวงโลกว่าประตูนิพพานนั้นอยู่ในร่างกายคือดั้งจมูก
ตรงนั้นสงสัยว่าจะเป็นทางลับอย่างว่าจริง ๆ และคงเป็นทางอันเร้นลับลึกลับ ทางหลงที่ไม่มีทางออกจากมิจฉาทิฏฐิได้  และตรงนี้เห็นได้ชัดว่าถึงแม้ลัทธินี้จะหยิบยกเอาศาสนาพุทธขึ้นมาแอบอ้างแต่มันก็ทำได้แค่ภายนอกเท่านั้นแต่เนื้อความกลับแปลไปคนละเรื่องกับที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้

คำกล่าวตามภาพที่ว่า "ประตูลับนี้เป็นทางที่ไม่สามารถมองเห็นได้ในมนุษย์ทุกคน"...อันนี้ก็ไม่ทราบว่าถ้าอย่างนั้นคนในลัทธินี้ไม่ไช่คนอย่างนั้นหรือ..??? ถึงได้มาเที่ยวประกาศว่าลัทธิตัวรู้เห็นอยู่ฝ่ายเดียวแต่คนอื่นไม่รู้ ...แล้วทางเร้นลับเช่นนี้หรือที่ทุกท่านไว้ใจจะก้าวเดินตามเพราะเห็นมีแต่ทางนำไปสู่ความหลงเท่านั้น


พระพุทธเจ้าได้ประกาศทางแห่งอริยมรรคไว้อย่างเปิดเผยดีแล้ว

แต่ลัทธินี้กำลังจะทำให้ทางที่เปิดเผยนี้กลายเป็นทางลึกลับ
เพื่อคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น

ในทางพระพุทธศาสนานั้นทั้ง จุดกลางคิ้ว และ จิตวิญญาณ ทั้งสองอย่างนี้ไม่ไช่ความลับ ไม่ไช่นิพพาน แต่เป็นเพียงขันธ์ 5 ซึ่งก็เป็นแค่นามรูปเท่านั้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้พระพุทธเจ้าได้อธิบายชัดเจนว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ไช่ตัวตน และไม่ควรยึดถือว่าเป็นเราโดยตรัสสอนไว้ตาม อนัตตลักขณสูตร ดังนี้

อนัตตลักขณสูตร แปลว่า พระสูตรที่แสดงลักษณะ คือ เครื่องกำหนดหมายว่าเป็นอนัตตา มิใช่อัตตาตัวตน พระสูตรนี้มีใจความโดยย่อดังต่อไปนี้

ตอนที่ ๑ พระบรมศาสดาได้ทรงแสดง รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ว่าเป็นอนัตตา มิใช่อัตตาตัวตน
ถ้าทั้งห้านี้ พึงเป็นอัตตาตัวตน ทั้งห้านี้ก็ถึงไม่เป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลก็จะพึงได้ในส่วนทั้งห้านี้ว่า
ขอให้เป็นอย่างนี้เถิด อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย แต่เพราะเหตุว่าทั้งห้านี้มิใช่อัตตาตัวตน ฉะนั้น
ทั้งห้านี้จึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลก็ย่อมไม่ได้ส่วนทั้งห้านี้ว่า ขอให้เป็นอย่างนี้เถิด
อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย.

ตอนที่ ๒ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสอบความรู้ความเห็นของท่านทั้งห้านั้น ตรัสถามว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร
วิญญาณ ทั้งห้านี้เที่ยงหรือไม่เที่ยง ท่านทั้งห้า ทูลตอบว่า ไม่เที่ยง ตรัสถามอีกว่า สิ่งใดไม่เที่ยง
สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข ท่านทั้งห้ากราบทูลว่าเป็นทุกข์ ก็ตรัสถามต่อไปว่า สิ่งใดไม่เที่ยงเป็นทุกข์
มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ควรหรือจะเห็นสิ่งนั้น.

ตอนที่ ๓ พระพุทธเจ้าได้ตรัสรุปลงว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทั้งห้านี้ที่เป็นส่วนอดีตก็ดี
เป็นส่วนอนาคตก็ดี เป็นส่วนปัจจุบันก็ดี เป็นส่วนภายในก็ดี เป็นส่วนภายนอกก็ดี เป็นส่วนหยาบก็ดี
เป็นส่วนละเอียดก็ดี เป็นส่วนเลวก็ดี เป็นส่วนประณีตก็ดี อยู่ในที่ไกลก็ดี อยู่ในที่ใกล้ก็ดี
ทั้งหมดก็สักแต่ว่าเป็นรูป เป็นเวทนา เป็นสัญญา เป็นสังขาร เป็นวิญญาณ ควรเป็นด้วยปัญญาชอบ
ตามที่เป็นแล้วว่า นี่ไม่ใช่ของเรา เราไม่ใช่นี่ นี่ไม่ใช่ตัวตนของเรา.

ตอนที่ ๔ พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงผลทีเกิดแก่ผู้ฟังและเกิดความรู้เห็นชอบดั่งกล่าวมานั้นต่อไปว่า อริยสาวก คือ
ผู้ฟังผู้ประเสริฐซึ่งได้สดับแล้วอย่างนี้ ย่อมเกิดนิพพิทา คือ ความหน่ายในรูป หน่ายในเวทนา หน่ายใน
สัญญา หน่ายในสังขาร หน่ายในวิญญาณ เมื่อหน่ายก็ย่อมสิ้นราคะ คือ สิ้นความติด ความยินดี ความ
กำหนัด เมื้อสิ้นราคะ ก็ย่อมวิมุตติ คือ หลุดพ้น เมื่อวิมุตติ ก็ย่อมมีญาณ คือความรู้ว่าวิมุตติ หลุดพ้นแล้ว
และย่อมรู้ว่า ชาติ คือ ความเกิดสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำสำเร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่น
ที่จะพึงทำเพื่อความเป็นเช่นนี้อีกต่อไป.

พระธรรมสังคาหกาจารย์ หรือ พระอาจารย์ผู้ทำสังคายนาร้อยกรองตั้งเป็นพระบาลีไว้ ได้กล่าวไว้ในตอนท้ายพระสูตรว่า เมื่อปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ได้สดับสูตรนี้จบแล้ว ก็มีใจปีติโสมนัสแนบแน่น จิตของท่านของทั้ง ๕ ก็พันจากอาสวกิเลส คือได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ทั้ง ๕ รูป

จุดมุ่งของพระสูตรนี้ ต้องการที่จะชี้ อนัตตา เพราะได้มีความเข้าใจในเรื่องอัตตาที่แปลกันว่า ตัวตน และมีความเชื่อมั่นกันอยู่หลายแห่ง แต่เมื่อสรุปแล้วก็มักจะมี ทิฏฐิ คือ ความเห็นกันอยู่ ๒ อย่างคือ
- สัสสตทิฏฐิ ความเห็นว่าเที่ยง อย่าง ๑
- อุจเฉททิฏฐิ ความเห็นว่าขาดสูญอย่าง ๑

สัสสตทิฏฐิ ความเห็นว่าเที่ยงนั้น คือ เห็นว่าในปัจจุบันชาตินี้ก็มีอัตตา คือ ตัวตน เมื่อสิ้นชีวิตไปแล้วอัตตาคือตัวตนก็ยังไม่สิ้น ยังจะมีสืบภพชาติต่อไป มีชาติหน้าเรื่อยไปไม่มีขาดสูญ แปลว่า มี อัตตา คือ ตัวตนยืนที่ตลอดไป นี้เรียกว่า สัสสตทิฏฐิ คือความเห็นว่าเที่ยง ส่วนที่มีความเห็นว่าขาดสูญอันเรียกว่า

อุจเฉททิฏฐิ นั้น คือเห็นว่ามีอัตตาตัวตนอยู่ แต่ในปัจจุบันชาตินี้เท่านั้น เมื่อสิ้นชีวิตไปแล้วอัตตาตัวตนก็สิ้นไป ไม่มีอะไรเหลืออยู่ที่จะให้ไปเกิด ดั่งที่เห็นว่า ตายสูญ นี่เรียกว่าอุจเฉททิฏฐิ ความเห็นว่าขาดสูญ

ในทางพระพุทธศาสนาแสดงว่า ความเห็นทั้ง ๒ นี้เป็น มิจฉาทิฏฐิ คือความเห็นผิด ทั้ง ๒ อย่าง คือเห็นว่าเที่ยงก็ผิด  เห็นว่าขาดสูญก็ผิด เพราะทางพระพุทธศาสนาไม่ยอมชี้้ว่ามีอะไรเป็นอัตตาคือตัวตน ที่จะให้เป็นที่ตั้งของอุปาทาน

คือ ความยึดถืออยู่ในสิ่งนั้นเองยังมีอุปาทานคือความยึดถืออยู่ ก็ยังไม่สิ้นกิเลสและสิ้นทุกข์ เพราะความยึดถือนั้นเป็นตัวกิเลส แต่ว่าได้แสดงเป็นหลักเหตุผลในปฏิจจสมุปบาท ยกมากล่าวเฉพาะที่เกี่ยวข้องว่า เมื่อยังมีอวิชชาเป็นต้น ก็ยังต้องมีชาติคือความเกิด เมื่อสิ้นอวิชชาเป็นต้น ก็สิ้นชาติคือความเกิด ทางพระพุทธศาสนาแสดงเหตุผลดั่งนี้ และไม่ชี้ด้วยว่า จะเป็นชาติอดีต ชาติอนาคต หรือชาติปัจจุบัน สุดแต่ว่าจะยังมีเหตุมีผลดั่งกล่าวนี้สัมพันธ์กันอยู่อย่างไรเท่านั้น กาลเมื่อไรไม่เป็นข้อสำคัญ สำคัญอยู่แต่ว่า เมื่อยังมีเหตุก็มีผล เมื่อสิ้นเหตุก็สิ้นผล

คราวนี้ผู้ที่ยังมีความเห็นว่ามี อัตตา คือมี ตัวตน นั้น จะเป็นอัตตาคือตัวตนเฉพาะในปัจจุบันหรือจะสืบต่อไปในอนาคตก็ตาม ก็จะต้องมีความเห็นสืบต่อไปว่าอะไรคืออัตตาตัวตน โดยมากนั้นย่อมมีความยึดถืออยู่ในรูปบ้าง ในเวทนาบ้าง ในสัญญาบ้าง ในสังขารบ้าง ในวิญญาณบ้าง ว่าเป็นอัตตาคือตัวตน

เพราะฉันนั้นการเห็นว่า จุดกลางคิ้ว และ วิญญาน หรือขันธ์ 5 เป็นอัตตาตัวตน มีที่ตั้งหรือกระทั่งมีแม้แต่ประตูนิพพานที่ตั้่งอยู่ในขันธ์ 5 นั้นย่อมไม่ควรและเป็นความเห็นผิดอีกทั้งขัดแย้งกับพระพุทธศาสนาชัดเจน...ลัทธิอนุตตรธรรมจึงไม่ควรลากเอาพระพุทธศาสนาเข้าไปแอบอ้างในประเด็นนี้อีกต่อไป


เหตุนั้นเมื่อ ขันธ์5 ไม่ไช่ตัวตนแล้วไซร้จะกำหนดที่ตั้งที่อยู่ถาวร

หรือประตูเข้าออกถาวรไว้ที่ไหนกัน



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น