วันอังคารที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2556

ลัทธิเจเข้าทรงกับลัทธิอนุตตรธรรม(ตอน1)

ลัทธิเจเข้าทรงกับลัทธิอนุตตรธรรม(ตอน1)


ร่างทรงแห่งลัทธิอนุตตรธรรม

ตอนนี้จะกล่าวเรื่องร่างทรงซึ่งถือว่าเป็นสีสันที่สำคัญของลัทธิอนุตตรธรรมเพราะนอกจากคำสอนที่

ชุปมือเปิปจากทุกศาสนามายำไส่กันและแก้ใขเป็นของตนแล้ว   คำสอนอีกส่วนล้วนมากจากร่างทรงทั้งสิ้น  ถึงแม้ลัทธินี้จะไม่มีนักบวชแต่ก็ขับเคลื่อนความเชื่อด้วยร่างทรง ซึ่งร่างทรงเหล่านี้สวมบทบาทเป็นทั้งพระพุทธเจ้า โพธิสัตว์ และเทพเจ้าต่าง ๆ ซะเองคนที่หลงเชื่อจึงไม่จำเป็นต้องไปหานักบวชในแต่ละศาสนาก็ได้เพราะร่างทรงก็ได้ทำหน้าทีเป็นสิ่งที่สูงส่งกว่าและกลายเป็นเทพเจ้าไปเองซะแล้ว  ตอนนี้จะขอเล่าถึงร่างทรงเฉพาะในลัทธิอนุตตรธรรมเท่านั้น แล้วจึงจะขยายความต่อไปยังแหล่งอื่นและต้นกำเนิดเดิมต่อไป


-- ร่างทรงของลัทธิอนุตตรธรรมเรียกว่า ซันฉาย หรือ สามคุณ --
มีด้วยกัน ๓ คนตามหน้าที่ดังนี้

๑ คุณฟ้า คือ สำหรับเข้าทรงเทพจากเทวโลกและแดนนิพพาน จะได้รับพระโองการฟ้าจากพระผู้เป็นเจ้าหรือพระอนุตตรธรรมมารดาให้มาประทับทรง จะเข้าทรงเทพชั้นใหญ่ ๆ รวมถึงทรงพระผู้เป็นเจ้า(God)ด้วย

๒ คุณคน คือ มีความสามารถในการจดบันทึก เข้าใจภาษาได้ดี จดสิ่งที่เหล่าเทพพูด บางทีเชื่อว่าเทพช่วยการบันทึกด้วย ใช้เข้าทรงสำหรับเทพคล้ายคุณฟ้า

๓ คุณดิน คือ จะให้วิญญาณทั่วไป จาก เทวโลก จน ยมโลก ยืมร่างได้ เช่น ผีวิญญาณ วิญญาณสัตว์เดรฉาน พญานาค พญามาร เปรต สัตว์นรก และอีกมากมาย



-- การเข้าทรงลัทธิอนุตตรธรรมมี ๒ ลักษณะคือ --

๑ โอวาทกระบะทราย คือ จะมีกระบะทรายและไม้ที่ใช้เขียนคนที่ทรงจะไม่พูดสิ่งใดแต่เขียนลงในกระบะทราย อีกผู้หนึ่งเป็นคนอ่านและคอยลบ อีกผู้หนึ่งเป็นคนจดโอวาท
๒ เข้าทรงปกติเหมือนที่เราเคยเห็นคือเดินพูดคุยวิ่งเล่นกันหากให้โอวาทก็จะมีคนคอยจดที่กระดาน

คนจะเป็นร่างทรงได้ต้องถูกคัดเลือกว่าต้องมั่นคงต่อลัทธินี้แล้วคือต้องเป็นคนของลัทธิเท่านั้น และคนในครอบครัวต้องอยู่ในลัทธินี้ด้วยต้องสาบานอุทิศตนเพื่อลัทธิตลอดชีวิตต้องตั้งสัจจะกินเจ(ชิงโข่ว)ตลอดชีวิตเพราะลัทธินี้เขาถือเรื่องนี้มากคนไม่กินเจคือคนไม่ดีสำหรับเขา สรุปคือคนที่ถวายชีวิตเพื่อเขาได้และไม่มีปัญหาภายหลัง
การทรงก็มีทวยเทพมากันทั้งนิพพานทั้งศาสดาทั้งหลาย พระพุทธเจ้า เยซู อัลเลาะ กวนอิม พระอินทร์ เจ้าที่ พญามาร รวมไปถึงวิญญาญสัตว์นรกที่เขาจะเรียกมาตอนไหนก็ได้ วิญญาณสัตว์ทั้ง เป็ด ไก่ ตะพาบน้ำ เขาคุยได้หมด ยังมีเจ้า กรรมนายเวรของเหล่าสาวกที่เขาเรียกมาต่อรองได้ แต่ยิ่งกว่านั้นคือเรียก พระเป็นเจ้า มาเข้าทรงได้ ตรงนี้ถือเป็นจิตวิทยาที่แนบเนียนมากคนที่เชื่อก็เชื่อหมดใจเรียกว่าถวายชีวิตกันได้



-- การเข้าทรงแต่ละโอกาสเป็นดังนี้ --

เข้าทรงพระเป็นเจ้า เข้าทรงพระพุทธเจ้าและศาสดาทั้งหลาย เพื่อสร้างความเชื่อถือให้ลัทธิและแต่งตำราขึ้นใหม่ ยามเมื่อสาวกระแวงสงสัยไม่ค่อยศรัทธา  พระพุพธเจ้าและเหล่าศาสดาจะมาย้ำความมั่นใจหรืออาจจะมาในโอกาศวันสำคัญที่มีงานใหญ่   ตำราที่ทำนายเรื่องภัยพิบัติโลกแตกให้คนกลัวก็มาจากเซ็ตนี้ทั้งนั้น แต่ศาสดาทุกพระองค์เมื่อมาถึงต้องกราบอนุตตรธรรมมารดาอย่างแรกรวมทั้งพระพุทธเจ้าด้วย  เวลาสาวกท้อแท้พระจี้กงก็จะมาให้กำลังใจ ยามเฉื่อยชาเทพกวนอูและผู้คุมกฎจะมาตะคอกให้กลัวและทำงานมาก ๆ 


เข้าทรงพญามาร เพื่อบอกว่าข้างนอกสถานธรรมมีแต่มารทั้งนั้นเหล่ามารเองก็จะคอยว่าวันไหนเราจะหลงออกไปข้างนอกลัทธิเขาจะทดสอบเราตลอด   เมื่อคนเชื่อจะเห็นคนภายนอกหรือผู้ที่ตักเตือนกลายเป็นมารที่ต้องฝ่าฟันไปให้ได้ยิ่งคนเตือนมากก็ยิ่งมีแรงใจมากเขาเรียกว่ามารทดสอบและพวกมารที่มาเข้าทรงก็จะพูดแต่เรื่องภัยพิบัติโลกแตกให้กลัว


เข้าทรงเหล่าเทพและเจ้าที่ เพื่อจะให้เป็นหลักฐานว่าเทพทั้งหลายต่างมาขอรับธรรมมะและลัทธินี้ฉุดช่วยได้จริงด้วยแม้แต่เจ้าที่ที่ตั้งสถานธรรม


เข้าทรงเหล่าวิญญาณ มีสัตว์นรกที่ลัทธิจะเรียกมาเมื่อไรก็ได้เพื่อให้รู้ผลกรรมของผู้ไม่ได้รับธรรมมะหรือผู้ที่รับธรรมมะกับเขาแล้วห่างเหินไปก็จะได้รับกรรมเช่นกัน  หรืออาจจะมีวิญญานมาขอรับธรรมมะกับลัทธิเพื่อคนเห็นว่าว่าลัทธินี้ช่วยได้ ๓ โลก หรืออาจเรียก เป็ด ไก่ ตะพาบน้ำ หรือสัตว์ที่เรากินเข้าไปมาให้ดูเพื่อเราจะได้กินเจและไม่กล้าหนีไปจากลัทธิเขา   


เข้าทรงเจ้ากรรมนายเวร เพื่อให้รู้ว่ามีเจ้ากรรมติดตามและต้องการชีวิตหากเรายังอยู่กับลัทธิเขาก็เป็นทางเดียวที่จะต่อรองและรอดแต่หากไม่กินเจและห่างจากสถานธรรมก็จะถูกเอาชีวิต ผู้ใดที่จิตใจเริ่มห่างจากสถานธรรมก็จะเจอทันทีทำให้ผู้ที่ได้พบเห็นจะเกิดความกลัวจนไม่กล้าออกจากลัทธิเพราะกลัวอันตรายจากภูตผี ส่วนภูตผีที่มาก็จะต่อรองโดยการให้ทำบุญให้แต่การทำบุญที่ภูตผีเหล่านี้ขอร้องไม่ใช่การทำบุญทั่วไปแต่ต้องทำบุญในลัทธิเช่น ต้องไปพาคนมาเข้าลัทธิมาก ๆ ต้องพิมพ์หนังสือธรรมมะของลัทธิ เป็นต้น  นอกจากนี้ยังมีเข้าทรงบรรพบุรุษทีตายไปแล้วให้มาบอกว่าตอนเป็นมนุษย์เคยได้รับธรรมมะกับลัทธิแล้วดีจริง ๆ เมื่อตายก็ไปอยู่นิพพานทันที..??  หรือไม่ก็ขอให้ลูกหลานอยู่ในลัทธิต่อไปเพราะโลกวิญญานได้บุญมากจากการที่ลูกหลานอยู่ในลัทธิ ??

ร่างทรงปกติก็มีให้เห็นตามข้างนอกก็ไม่อัศจรรย์เท่าไรแต่ร่างทรงเหล่านี้กล้าแอบอ้างแม้กระทั่ง พระพุทธเจ้า และศาสดาทั้งหลายหากไม่เรียกว่า มารก็คงไม่มีคำอื่น ไม่ว่าจะมีวิญญาณมาสิงสู่จริงหรือไม่ก็เรียกว่ามารอยู่ดี  ในระยะหลังที่เราเห็นมีโอวาทพระพุทธเจ้าและสิ่งศักศิทธิ์ออกมามากมายขอให้ทราบว่ามาจากลัทธินี้ทั้งนั้นสาวกทุกศาสนาพึงทราบเถิดว่าตำราทางศาสนาของท่านได้เขียนเพิ่มนับร้อยพันแล้ว รวมทั้งพระไตรปิฏกของศาสนาพุทธก็ถูกเขียนใหม่ไปหลายเล่มซะแล้วโดยร่างทรงลัทธินี้  ซึ่งโอวาทเหล่านี้ฟังเบื้องต้นก็สอนให้ทำดีแต่สุดท้ายก็จะบิดเบือนในเบื้องปลายให้เข้ากับลัทธิตนและโจมตีแต่ล่ะศาสนาด้วยคำพูดที่งดงาม โดยคำสอนนั้นสุดท้ายจะโยงไปสู่รหัสลับ ๓ ประการวนเวียนแค่นั้นเพียงแต่กล่าวเป็นปริศนาแต่เป็นที่รู้กัน

พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่าการเข้าทรงเป็นเดรัจฉานวิชชาทั้งสิ้น  พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่าหลังจากท่านปรินิพพานแม้จะมีผู้แต่งตำราขึ้นใหม่ให้สวยและพิศดารเพียงไรแต่หากไม่ไช่พระวจนะแห่งพระองค์ก็ไม่น่าฟังทั้งสิ้น ที่สำคัญคือไม่เคยตรัสเรื่อง พระเจ้า

คริสเตียนสอนเรื่องร่างทรง จากพระคำ ดังนี้ "อย่าไปหาคนทรงหรือพ่อมดแม่มดอย่าเที่ยวค้นหาให้ตนมลทินไปเพราะเขาเลยเราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า" เลวีนิติ 19:31 


กลุ่มนี้มีการกราบไหว้รูปเคารพซึ่งขัดต่อคำสอนของคริสเตียน และ อิสลาม ดังนี้
"แท้จริงพวกท่านบูชารูปปั้นอื่นจากอัลลอฮ์และพวกท่านกุการมุสาขึ้น แท้จริงบรรดาที่พวกท่านบูชาอื่นจากอัลลอฮ์นั้น มันไม่มีอำนาจที่จะให้เครื่องยังชีพแก่พวกท่าน ดังนั้นจงขอเครื่องยังชีพจากอัลลอฮ์เถิดและจงเคารพภักดีพระองค์และจงขอบคุณต่อพระองค์ยังพระองค์เท่านั้นพวกท่านจะถูกนำกลับไป" ( ซูเราะฮฺ อัลอังกะบูต อายะหฺ17)

ในทางศาสนาเต๋านั้น ไม่มีอนุตรธรรมมารดา หรือเหล่าหมู่ แต่เป็นความเชื่อในเทพเจ้าที่ ชาวล้อ (羅氏) สร้างขึ้น เพราะในทางศาสนาเต๋า เทพสตรีที่สูงที่สุด คือ กิมบ้อ หรืออ้วงบ้อ เท่านั้น 

สรุปว่าเข้ากันไม่ได้สักศาสนา จึงเห็นชัดว่า อนุตรธรรมไม่ใช่รากฐานของศาสนาพุทธ 
คริสต์ อิสลาม เต๋า ขงจื้อแต่เป็นทางแห่งมารทั้งเพ

ร่างทรงที่เราเคยเห็นทั่วไปอวดอ้างคุณวิเศษทำนายทายทักอาจเป็นแค่เสนามารเล็ก ๆ แต่มารใหญ่เวลาเขาแสดงตัวจะไม่ไช่อย่างนั้นเขาจะดูดีทุกอย่างและจะกล่าวแต่ธรรมมะแสดงทำว่ามีปัญญา คนที่เชื่อส่วนมากก็ไม่เคยทำสมาธิวิปัศสนามาก่อน เพราะฉะนั้นคำสอนในลัทธินี้จึงมาจากร่างทรงทั้งนั้นเพราะไม่เคยมีการทำสมาธิวิปัศสนา ซ้ำร้ายยังไม่ส่งเสริมแม้แต่การทำสมาธิโดยเกิดความเชื่อผิด ๆ ว่าจุดญาณทวารเปิดแล้วกลัวจิตจะหลุดออกไปและสอนว่าคนรับธรรมมะแล้วสามารถไปนิพพานได้โดยไม่ต้องทำสมาธิวิปัศสนาและไม่ต้องบวชไม่ต้องไปวัดเพราะตรงนี้เป็นสายตรงยุคพระพุทธโคดมหมดไปแล้ว การทำสมาธิก็เหมือนหินทับหญ้าไม่เหมือนรับธรรมมะที่ตรัสรู้โดยฉับพลันซึ่งการพูดเช่นนี้เป็นการพูดของคนที่ไม่ศึกษาพุทธศาสนาให้ถ่องแท้เพราะการทำสมาธิแม้จะเหมือนหินทับหญ้าแต่ถ้าหากเรารู้จักคำว่า วิปัสสนา สิ่งนั้นจะเป็นปัญญาสามารถถอนหญ้าถอนกิเลศได้จริง คนกลุ่มนี้ถึงแม้จะไปวัดกราบพระก็เป็นเพียงตามธรรมเนียมแต่ในใจมิได้เคารพคงยังทนงว่าพระสงฆ์เหล่านี้ไม่ได้ทานเจไม่ได้รับธรรมมะเปิดจุดเหมือนตนและไม่มีโองการสวรรค์เหมือน เตี่ยนฉวนซือ(อาจารย์ที่เปิดจุด) ซึ่ง เตี่ยนฉวนซือนี้เขาเคารพมากเชื่อว่าเป็นพระอรหันต์และมีโองการสวรรค์จากพระเป็นเจ้าโดยตรง และคนที่ไม่กินเจสำหรับกลุ่มนี้คือคนไม่ดีและไม่มีโอกาสจะนิพพานได้เช่นเขา

ลัทธินี้ถึงแม้จะมีการทำการกุศลช่วยเหลือคนก็เป็นเพียงภายนอกเพื่อจะให้คนทุกคนได้เห็นคุณวิเศษของลัทธิและพากันมารับธรรมมะกับเขาเท่านั้น 



**ตัวอย่างโอวาทเข้าทรงในลัทธิอนุตตรธรรม**


จากภาพบน : ลัทธินี้สามารถเรียกพระเจ้า หรือGod มาเข้าทรงได้
ทำให้เราได้เห็นพระเจ้ามานั่งร้องให้อยู่บนโลก


จากภาพบน : เป็นการเข้าทรงพระพุทธเจ้าซึ่งยังมีอีกมากมายที่ลัทธินี้ทำขึ้นมา 
ชะรอยพระไตรปิฏกพุทธศาสนาคงจะมีเล่มใหม่เพิ่มขึ้นอีกหลายเล่ม


จากภาพบน : พระศรีอาริยเมตไตรยมาเข้าทรง
ลัทธินี้ได้มีคำสอนผิดเพี้ยนว่ายุคของพระโคดมพุทธเจ้าหมดไปแล้วและปัจจุบันเป็นยุคของพระศรีอารียเมตไตรยหรือที่ลัทธิเขาเรียกว่ายุคขาว  ทั้งที่ความจริงยุคนี้ยังเป็นยุคแห่งพระโคดมพุทธเจ้าสมบูรณ์ และพระศรีอารียเมตไตรก็ยังไม่อุบัติขึ้นบนโลกใบนี้ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะมีพระพุทธเจ้าสองพระองค์อุบัติขึ้นในยุคเดียวกัน  แต่พระศรีปลอมนี่กล้ามาที่มาประกาศตัวเป็นศาสดาองค์ใหม่ช่างไม่กลัวนรกจริงหนอ !!!


จากภาพบน : พระอมิตาภะของนิกายสุขาวดี ลัทธินี้ก็เรียกมาเข้าทรงได้ !


จากภาพบน : พระอานนท์เถระทางพุทธศาสนาลัทธิเขาก็เรียกมาเข้าทรงได้
แต่ไม่เห็นขึ้นต้นว่า เอวัมเม สุตตัง แสดงว่าบทนี้ไม่ได้สดับฟังจากพระพุทธเจ้างั้นก็พระอานนท์ตัวปลอม แล้วบทนี้พระอานนท์มาแต่งเพลงให้คนร้องช่างน่าขำนัก  แต่งเนื้อแต่ทำนองของแกรมมี่นะครับ  
ต่อไปคงจะมีการแต่งอีกหลายทำนองทั้งฮิพฮอพ เร๊กเก้  หรือเพลงตึ๊ด (เอากะเขาซี่...!)



จากภาพบน : พระเยซูลัทธินี้ก็เรียกมาเข้าทรงได้  งั้นก็ต้องแจ้งข่าวไปยังชาวคริสต์แล้วว่า
คัมภีร์ใบเบิ้ลมีเพิ่มเติมแล้วจ้า แถมท่านยังว่าพวกที่ชอบร้องเพลงด้วย



จากภาพบน : โมฮัมหมัดแห่งศาสนาอิสลามลัทธินี้ก็เรียกมาเข้าทรงได้
แถมยังบอกว่าอยู่สุเหร่าก็ไม่พ้นทุกข์ แต่พูดทำนองให้รีบมากราบอาจารย์ในลัทธิจะดีกว่า ???



จากภาพบน : เหลาจื้อ ศาสดาแห่งศาสนาเต๋ามาเข้าทรง
เหล่าจื้อปลอมพูดถึงโพรงวิเศษซึ่งก็คือจุดกลางคิ้วจากนั้นก็บอกให้กราบกงฉัง หรือก็คือ เทียนหยาน 
บรรพจารย์ของลัทธิที่แอบอ้างตัวเองเป็นพระอรหันต์จี้กงมาเกิดนั่นเอง 


จากภาพบน : ขงจื้อ มาเข้าทรง
ตั้งแต่ขงจื้อสอนคุณธรรมมาไม่เคยพูดเรื่องพระเป็นเจ้าเพราะถืออุดมการณ์ อเทวนิยม คือไม่สอนและไม่เชื่อเรื่องพระเจ้า  แต่มายุคนี้ไม่รู้ขงจื๊อตัวปลอมนี่ทำไมทะลึ่งพูดถึงพระเจ้าขึ้นมา..ช่างปลอมไม่เนียนเลย


จากลิงค์ข้างบน : ขอปิดท้ายด้วยโอวาทที่ลัทธินี้แอบอ้างเข้าทรงรัชกาลที่ 5 เขียนสิ่งที่มิบังควร
หลายประการซึ่งผมไม่ขอนำข้อความมาให้ดูนะครับเพราะไม่สมควรอย่างยิ่ง  เราในฐานนะคนไทย
ก็สะเทือนใจไปตาม ๆ กันที่ต้องโดนเหยียบทั้งสถาบันศาสนาและพระมหากษัตริย์เช่นนี้

ปล.ไม่ว่าลัทธินี้จะเรียกใครมาเข้าทรงก็ตามเมื่อมาแล้วจะต้องทำการเคารพพระแม่องค์ธรรมของลัทธิทุกครั้งแม้แต่พระพุทธเจ้าก็ตาม

ยังมีอีกมากมายครับสำหรับการเข้าทรงแต่คงเยอะเกินไปที่จะยกมาทั้งหมดจึงขอแสดงตัวอย่างเพียงแค่นี้นะครับแล้วยังไงในหัวข้ออื่นผมจะเอามาให้ดูอีกเรื่อย ๆ จากนี้ขอพาไปดูคลิปวีดีโอกันบ้าง


**คลิปตัวอย่างเข้าทรงในลัทธิอนุตตรธรรม**


ภาพบนคือ : เทพเจ้ากวนอู , พระโพธิสัตว์กษิติครรภ์ , พระอรหันต์จี้กง



video
**อธิบายคลิปบน
-การเข้าทรงจะต้องทำท่าทางให้เหมือนกับเทพเจ้าตามความเชื่อเหมือนกับภาพแรก
-ร่างทรงคนแรกเป็นคนจีนพูดภาษาจีนเป็นการเข้าทรงเทพเจ้ากวนอูจึงต้องทำท่าทางให้เหมือนเทพเจ้ากวนอู คือดุดันเสียงดังเดินกระทืบเท้ากำมือข้างหนึ่งชูขึ้นเพื่อให้เหมือนกับที่เทพเจ้ากวนอูถือง้าว
-ร่างทรงคนที่สองเป็นคนไทยพูดภาษาไทยลักษณะเป็นเทพเจ้ากวนอูเช่นกัน
-ร่างทรงคนที่ 3 เป็นคนจีนพูดภาษาจีนเข้าทรงพระโพธิสัตว์กษิติครรภ์ จึงทำท่าทางคือมือข้างหนึ่งถือคฑาอีกข้างหนึ่งแบมือถือลูกแก้ว ในระหว่างนี้จะเห็นผู้หญิงที่กรีดร้องเป็นลักษณะผีเข้าก็เป็นการแสดงให้เห็นถึงการเข้าทรงผีนรกด้วยเพราะมีความเชื่อว่าพระโพธิสัตว์กษิติครรภ์เป็นผู้ปกครองในนรกภูมิเมื่อเวลาเข้าทรงจึงแสดงให้เห็นว่ามีผีร้ายติดตามมาด้วย 
-การเข้าทรงแบบนี้จะเป็นการพูดคุยกันธรรมดาหากต้องการให้โอวาทก็จะมีคนคอยจดบนกระดาน  และเวลาเข้าทรงก็จะมีคนคอยเดิมตามหลังร่างทรงเสมอเพราะเวลาเจ้าจะถอนทรงออกร่างทรงจะล้มลงทันทีหากไม่มีใครรอรับก็จะเป็นอันตรายอาจถึงแก่ชีวิตได้

video

video

https://www.youtube.com/watch?v=ijHR-1h8QuY

video



**อธิบายคลิปบน
- สามคลิปนี้เป็นการเข้าทรงพระอรหันต์จี้กงซึ่งก็จะต้องทำทางเป็นกันเองหยอกล้อขี้เล่นส่วนมากจะแต่งตัวไม่เรียบร้อยเท่าไรนักมือข้างหนึ่งถือพัดไว้ตามแบบฉบับในตำนาน ถึงแม้จะมีลักษณะขี้เล่นแต่ส่วนมากเมื่อมาถึงในสถานธรรมก็จะแสดงอาการเศร้าหรือร้องให้เพื่อเป็นการแสดงความรักและคิดถึงสาวกทั้งหลายและเพื่อปลุกใจให้สาวกทราบซึ้งในความรักของอาจารย์และเพื่อให้สาวกจงรักภักดีต่อลัทธิ    การเข้าทรงพระจี้กงสำหรับลัทธินี้ถือว่าทำกันบ่อยที่สุดจะเรียกว่าเป็นหลักเลยก็ว่าได้จำเป็นต้องมีแทบจะทุกงานเพราะลัทธิกล่าวอ้างว่าอรหันต์จี้กงคือผู้ที่ได้รับโองการสวรรค์จากพระอนุตตรธรรมมารดาให้นำธรรมมะลงมาปกโปรดยังโลกมนุษย์  ลัทธิอ้างว่าเมื่อเข้าพิธีรับธรรมมะจากลัทธิพระจี้กงจะแบกรับหนี้เวรกรรมให้ทันที 70% เมื่อทุกคนเข้าเป็นสาวกจึงถือว่ามีพระจี้กงเป็นอาจารย์โดยอัตโนมัติทันที  แต่ผู้จัดทำขอบอกอย่างนึงนะครับว่า พระจี้กง นั่นน่ะผมศรัทธาแต่ไอ้คนที่มาปลอมตัวแอบอ้างเป็นจี้กงปลอม ๆ นั่นน่ะผมไม่ศรัทธาครับ


video


video
**อธิบายคลิปบน
นี่เป็นเข้าทรงให้โอวาทกระบะทราย แบบนี้จะสังเกตร่างทรงทั้งสามคนจะต้องแบ่งหน้าทีกันคือ.. มี ๑ คนที่เข้าทรงคือคนเขียน อีก ๒ คนนั่นไม่ได้ทรงแต่คนนึงจะยืนข้าง ๆ โต๊ะทำหน้าที่คอยอ่านสิ่งที่เจ้าเขียนในกระดานรวมทั้งถือไม้คอยลบเพื่อให้เขียนคำใหม่ได้ และอีกคนอยู่โต๊ะห่างออกมาเป็นคนจดบันทึก



เดี๋ยวตอนต่อไปจะขอเล่าเรื่องลัทธิเจเข้าทรงต่อ
โดยจะย้อนให้เห็นถึงประวัติความเป็นมาอันทำให้เข้าใจมากขึ้นครับ 

ติดตามต่อตอน 2 ตามลิงค์นี่ครับ >>
http://protectbuddha.blogspot.com/2013/09/2.html

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น