วันเสาร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ศพไม่แข็งไม่ใช่เรื่องแปลก



ศพไม่แข็งเรื่องธรรมชาติ
ที่ลัทธิอนุตตรธรรมพยายามให้เหนือธรรมชาติ

เรื่องเกิดแก่เจ็บตายนั้นป็นธรรมชาติปกติแต่ดูเหมือนว่าทางลัทธินี้เขาพยายามจะทำให้เป็นเรื่องไม่ปกติจนกระทั่งเหนือธรรมชาติไห้ได้ทั้งที่บอกเสมอว่า ธรรมมะคือธรรมชาติ... แม้กระทั่งคนตายแล้วตัวนิ่ม ก็ใช้หากินกันมาทุกรุ่นและประกาศว่าหากรับธรรมมะจากลัทธิแล้วจะเป็นอย่างนี้ทุกคนแถมพยายามทำให้เป็นประจักษ์หลักฐานอุตส่าเปิดโลงจับศพขึ้นมาถ่ายรูปบ้างถ่ายวีดีโอบ้าง เฮ้อ ! สังเวชทั้งศพและญาติเหลือเกินแทนที่จะได้ทำพิธีปกติกลับต้องดึงศพมายกแข้งถ่างขาให้ลัทธิเขาหากินกับศรัทธาอยู่เนือง ๆ ซ้ำร้ายลัทธิยังโฆษณาชวนเชื่อต่ออีกว่าศพไม่แข๊งแสดงว่าไปนิพพานแล้ว..??? ไม่ทราบเอาอะไรมาวัดมาตรฐานมั่ว ๆ แบบนี้กันแน่สำหรับลัทธินี้ 
ขอเล่าให้ฟังว่าศพนั้นจะตัวนิ่มหรือแข็งเป็นเรื่องธรรมชาติทั้งสิ้น

เราลองมาศึกษากันก่อนว่าการที่ศพแข็งทื่อนั้นเกิดจากสาเหตุใด..??

สภาพแข็งทื่อหลังตาย (อังกฤษ: Rigor Mortis) หรือการแข็งตัวของกล้ามเนื้อหลังตายเป็นการเปลี่ยนแปลงหลังการตายตามธรรมชาติอย่างหนึ่งของร่างกายมนุษย์ เกิดจากสภาพแข็งทื่อหลังตายในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายภายหลังการตาย ซึ่งทางการแพทย์มีความเชื่อว่าสภาพแข็งทื่อหลังตายหลังการตายนั้น มีสาเหตุมาจากการที่สารให้พลังงานในเซลล์ชื่อว่า เอทีพี หรือ อะดีโนซีนไตรฟอสเฟต(อังกฤษ: Adenosine triphosphate) ที่มีอยู่ในมัดกล้ามเนื้อตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เกิดการสลายตัวไป เอทีพีที่เกิดขึ้นจากการสันดาปอาหารในเซลล์ของกล้ามเนื้อ โดยใช้ออกซิเจนเป็นตัวช่วย เพื่อทำให้กล้ามเนื้อสามารถทำงานได้เป็นปกติ

ทีนี้มาดูว่ากรณีที่ไม่ฉีดน้ำยาฟอร์มาลินและที่ฉีดนั้นจะมีผลอย่างไร


๑ สภาพศพธรรมชาติที่ไม่ได้ฉีดฟอร์มาลีน

การเกิดสภาพแข็งทื่อหลังตาย
เมื่อตาย ATP ที่มีอยู่ในกล้ามเนื้อภายในร่างกายจะค่อย ๆ เริ่มหมดไป สารแอกตินกับไมโอซินที่มีอยู่เฉพาะในเซลล์กล้ามเนื้อ จะจับตัวกับกล้ามเนื้อและจะเริ่มต้นแข็งตัวอย่างช้า ๆ ทำให้บริเวณกล้ามเนื้อที่ปราศจาก ATP เกิดสภาพแข็งทื่อหลังตาย ส่งผลให้สภาพศพมีการเกร็งของแขนและขา ถ้ากล้ามเนื้อภายในร่างกายถูกใช้อย่างงานหนักก่อนตาย กล้ามเนื้อในบริเวณส่วนนั้นจะเริ่มแข็งตัวอย่างรวดเร็ว ลักษณะของกล้ามเนื้อที่ถูกใช้งานหนักก่อนตายเช่น การออกกำลังกายอย่างรุนแรง การออกกำลังอย่างหักโหม ก็มีส่วนอาจทำให้ร่างกายเกิดการช็อกอย่างกระทันหันและเสียชีวิตในเวลาต่อมา
การชักหรือมีไข้สูงในเด็กเล็ก ก็อาจมีโอกาสเสี่ยงสูงที่จะทำให้เกิดการเสียชีวิตได้ และทำให้ ATP ภายในกล้ามเนื้อมัดนั้นหมดไป ทำให้กล้ามเนื้อเกิดการแข็งตัวทันทีหลังการตาย เรียกว่า คาดาเวอริคสปัสซั่ม (อังกฤษ: Cadaveric Spasm) เช่นในรายที่จมน้ำตายหรือเป็นตะคริว สภาพแข็งทื่อหลังตายก็มักเกิดขึ้นเร็วกว่าปกติ ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ผู้ตายพยายามดิ้นรนตะเกียกตะกายที่จะเอาตัวรอดอย่างมากก่อนตาย เมื่อแพทย์ทำการผ่าศพทางนิติเวชศาสตร์จะพบว่า ในร่างกายของผู้ตายมีคาดาเวอริคสปัสซั่มที่มือเป็นจำนวนมาก เพราะเป็นการพยายามไขว่คว้าหาสิ่งต่าง ๆ เพื่อฉุดตัวเองขึ้นจากน้ำ

**ระยะเวลาการเกิด (ตรงนี้น่าสนใจ)**

โดยปกติระยะเวลาการเกิดสภาพแข็งทื่อหลังตายจะเริ่มเกิดประมาณ 1-2 ชั่วโมงหลังตาย และเกิดการแข็งตัวเต็มทั่วร่างกายประมาณ 6-12 ชั่วโมง ก่อนที่จะเริ่มมีการอ่อนตัวลงอีกครั้งพร้อมกับการเน่าเปื่อยของร่างกาย กล้ามเนื้อภายในร่างกายจะเริ่มแข็งตัวพร้อมกันทุกมัด แต่กล้ามเนื้อบริเวณมัดเล็ก ๆ เช่น บริเวณข้อเล็กๆเช่นข้อนิ้วมือ กราม และคอจะปรากฏให้ตรวจพบได้อย่างชัดเจนและรวดเร็วกว่ากล้ามเนื้อมัดใหญ่ กล้ามเนื้อมัดเล็กที่พบก่อนมักจะเป็นกล้ามเนื้อมัดเล็กที่ใช้ในการเคี้ยวอาหาร เพราะฉะนั้นเมื่อทำการชันสูตรพลิกศพจะพบว่าขากรรไกรมีการแข็ง กดไม่ลงก่อนกล้ามเนื้อมัดอื่น ๆ จากนั้นจะพบที่บริเวณนิ้วมือ แขน ขาแล้วจึงถึงบริเวณลำตัว

ถ้าสภาพแข็งทื่อหลังตายถูกทำลายไปเช่น ศพถูกจับดึงแขนที่งอพับแข็งเกร็งออก สภาพของแขนที่ถูกดึงออกมา ก็จะใม่ปรากฏสภาพแข็งทื่อหลังตายอีกต่อไป เพราะสภาพแข็งทื่อหลังตาย มีระยะเวลาแปรเปลี่ยนไปตามลักษณะและสภาพของร่างกายทั้งก่อนและหลังตาย ซึ่งระยะเวลาของสภาพแข็งทื่อหลังตายจะเริ่มต้นที่ระยะเวลาประมาณ 1–2 ชั่วโมง ก่อนจะปรากฏเต็มที่ประมาณ 6-12 ชั่วโมง และสลายไปภายหลังระยะเวลาประมาณ 24 ชั่วโมง เมื่อสภาพแข็งทื่อหลังตายสลายไปหมด สภาพของศพก็จะกลับมาอ่อนตัวเช่นเดิม


๒ กรณีที่ฉีดน้ำยาฟอร์มาลิน (Formalin)

ในทางการแพทย์เวลาคนไข้ตายที่ตึกผู้ป่วย เขาจะรอเวลาไว้อย่างน้อย 2 ชั่วโมงเพื่อให้แน่ใจว่าตายแน่นอนก่อนจะเข็นไปเก็บที่ห้องเก็บศพ   ต่อจากนั้นจะตามมาด้วยการเน่า (Autolysis)ซึ่งการเน่านี้จะสามารถทำให้เกิดช้าลงได้ด้วยวิธีการ 2 อย่าง คือ

1. การเอาศพไปแช่ตู้เย็นเหมือนกับที่เราแช่อาหารไม่ให้บูดเสีย ความเย็นจะยับยั้งการทำงานของแบคทีเรียและหยุดการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนของแบคทีเรียได้

2. อีกวิธีคือ การฉีดน้ำยากันเน่า ซึ่งน้ำยาที่เราใช้ คือ น้ำยาฟอร์มาลิน (Formalin หรือ Formaldehyde) โดยวิธีการฉีด คือ ฉีดโดยใช้เครื่องปั๊มน้ำยาเข้าไปในหลอดเลือดแดงใหญ่ที่คอและขาหนีบ จนน้ำยาซึมซ่านไปทั่วร่างกาย ซึ่งจะหยุดการเน่าของเซลล์/เนื้อเยื่อทั่วร่างกายได้เป็นเวลานาน ศพที่ฉีดน้ำยาฟอร์มาลินแล้ว จับดูเนื้อจะแข็งมากกว่าปกติ เพราะมีน้ำยาเข้าไปอยู่ใต้ผิวหนังจำนวนมาก และถ้าเราสังเกตดูศพที่ฉีดยาแล้ว จะมีสำลีอุดอยู่ที่รูจมูกทั้งสองข้างเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำยาไหลล้นออกมาทางจมูกนั่นเอง
ในปัจจุบันคนทั่วไปนิยมฉีดยาศพมากกว่าไม่ฉีด เพราะจะทำให้ศพคงสภาพได้ดีกว่า และไม่ส่งกลิ่นเหม็นในกรณีที่ต้องทำพิธีศพหลายๆวัน

ในปัจจุบันคนส่วนมากจะมีวิธีจัดการกับศพเป็นแบบกรณีที่ ๒ เราจึงเห็นว่าศพจะตัวแข็งเพราะต้องฉีดฟอร์มาลีนแบบนี้เกือบทุกท่าน แต่หากเป็นตามธรรมชาติที่ไม่ได้ฉีดพอร์มาลีน หรือสภาพตายใหม่ ๆ หรือหากสภาพแข็งทื่อถูกทำลายตามที่กล่าวไว้ข้างต้นเมื่อเวลาผ่านไปไม่นานศพจะนิ่มเหมือนเดิมไม่ไช่มีแต่ในลัทธินี้เท่านั้นซึ่งพอคนในสถานธรรมลัทธินี้เขาตายเมื่อไรคนลัทธินี้ก็จะเฮโลกันไปเพื่อจะบอกกับญาติว่า.."ไม่ต้องฉีดฟอร์มาลีนนะ รับธรรมมะจากลัทธิแล้วไม่เป็นไร (แต่ก็ยังไส่โลงเย็นอยู่น๊ะจ๊ะ.?)"..หากเราเชื่อแล้วทำตามนั้นพอถึงวันนำออกมาฌาณกิจก็อัสจรรย์ล่ะซิที่นี้ศพตัวไม่แข็งจริง ๆ ที่นี้ล่ะเขาจะป่าวประกาศไป ๓ บ้าน ๗ บ้าน ญาติพี่น้องเองก็ศรัทธาแบบถวายหัวกันไปเลย  แต่คนไม่ทำตามที่เขาบอกน่ะซิ แข็งเป็นท่อนไม้ทั้งนั้นล่ะ ทีตอนนี้ไม่เห็นพูดนะ ข้าพเจ้าเองก็เห็นกับตาว่าคนในสถานธรรมตายแล้วแข็งเป็นท่อนไม้ท่อนฟืนนับไม่ถ้วน  

แล้วเหล่าบรรพจารย์ของลัทธิล่ะครับตายตัวแข็งหรือนิ่มทำไมไม่เห็นงัดโลกขึ้นมาพิสูจน์กันบ้างเลย ลู่จงอี ก็ตายกระทันหันไม่ได้สั่งเสียอะไรด้วยซ้ำจนศิษย์รุ่นหลังต้องทะเลาะเบาะแว้งแย่งกันเป็นใหญ่  จางจื้อหรัน  ก็ตายกระทันหันไม่ทราบสาเหตุ  ซุนซู่เจิน และ เทียนหยาน ล่ะครับตายยังไงก็ไม่เห็นปรากฏชัดเจน...ตกลงแม้แต่บรรพจารย์ลัทธินี้เองยังไม่รู้ชะตากรรมตัวเองด้วยซ้ำมันก็ตายตัวเน่าเละเหมือนกันหมดล่ะครับ  ถ้าเทียบกับเหล่าครูบาอาจารย์ในเมืองไทยที่ตายแล้วกระดูกเป็นพระธาตุจะไม่อัศจรรย์กว่าหรือครับ  ลัทธิอนุตตรธรรมเคยทำได้หรือปล่าว..??

เอาล่ะกล่าวในประเด็นใหญ่ไปแล้วนอกจากนี้ยังมีอีกหลายปัจจัยที่บางท่านอาจจะพอเห็นมาบ้างจากคนปกติทั้่วไปเช่นการตายโดยสงบจิตเป็นกุศลมีพุทธานุสติเป็นที่ตั้งศพก็ดูสดใสได้เช่นครูบาอาจารย์ผู้ปฏิบัติดีซึ่งก็มากมายในประเทศไทยแม้ต่างประเทศก็มีเช่นกันหรือแม้แต่สัตว์เดรัจฉาน ซึ่งท่านเหล่านั้นมิได้เคยสนใจลัทธินี้แต่ประการใดพูดง่ายว่าไม่รู้จักด้วยซ้ำ

เฮ้อ ...! การทำเรื่องปกติให้ไม่ปกติลัทธินี้เขาถนัดนักล่ะ
.......______________________________.......


เรื่องศพไม่แข๊งที่พระสงฆ์ยังโดนหลอก..!!
ภาพพระภิกษุที่จับเอาศพพ่อของตนเองขึ้นมาจากโลงศพ
แล้วจับโบกมื่อเพราะหลงเชื่อลัทธิอนุตตรธรรม

ช่วงนี้จะขอยกเอาคลิปวีดีโอที่ลัทธินี้ได้มีการใช้กลยุทธ์ในเรื่องศพไม่แข๊งมาชวนเชื่อหาคนเข้าลัทธิซึ่งพวกนี้ทำกันมานาน

จากที่ได้อธิบายเรื่องนี้ไปแล้วข้างบน  เรื่องนี้พิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ได้ศพที่ตัวนิ่มส่วนมากจะอยู่ในกรณีที่ไม่ได้ฉีดฟอร์มาลีนและจากนั้นจะเป็นไปใน 3 แบบคือ
1 ระยะก่อนแข็งตัว คือตายใหม่ ๆ 
2 ระยะหลังการแข็งตัว คือผ่านช่วงแข็งไปแล้ว
3 การแข็งทื่อถูกทำลายลง เช่นศพถูกดึงแขนออก แขนที่ถูกดึงก็จะไม่กลับไปแข็งอีก


แต่หากฉีดฟอร์มาลีนก็จะแข็งนะครับเพราะมีน้ำยาเข้าไปอัดแน่นไต้ผิวหนัง และส่วนมากก็ต้องเอาไส่โลงเย็นนะครับอย่างในคลิปที่เห็นก็เป็นโลงเ
ย็น

ซึ่งก็สรุปว่าไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรแต่เป็นเรื่องธรรมดาที่นักวิทยาศาสตร์สามารถพิสูจน์ได้ แต่ว่าลัทธิอนุตตรธรรมกลับนำไปเป็นเป็นเครื่องมือหากินสำหรับผู้ที่ไม่รู้ แต่ยังมีเรื่องที่น่าสังเวชอีกอย่างนะครับเพราะมีคลิปตัวอย่างถ้าหากท่านดูให้จบดูก็จะเห็นมี พระภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนา มาในรูปแบบพระสงฆ์เต็ม ๆ

คือพระมหาจรูญ เป็นพระผู้ใหญ่ระดับพระสังฆาธิการ 
บวชมาแล้ว 17 พรรษา
ร่ำเรียนมาจนเป็นมหาเปรียญธรรม 3 ประโยค
เป็นเจ้าอาวาศวัด (ขอไม่เอ่ยชื่อวัด)
ซึ่งไปหลงเชื่อเรื่องนี้โดยไม่ศึกษาจึงต้องตกมาเป็นเครื่องมือลัทธิแอบอ้างพระศาสนานี้ พระสงฆ์ท่านนี้มีการออกมารับรองลัทธิอนุตตรธรรมว่าดีงามแบบชัดเจน เท่านั้นไม่พอยังโจมตีพระพุทธเจ้าและพระศาสนาว่าไม่ดีโดยการบอกว่า การบำเพ็ญในยุคแดงนั้นไม่ทันเวลาซะแล้ว พระพุทธศาสนาไม่ไช่ทางสายตรง การทำสมาธิภาวนาก็ไม่ทันเวลา สู้ไปเข้าลัทธินี้ไม่ได้ (ดูให้จบจะเห็นความเสื่อมของพระ)



video

ขอยกคำพูดในคลิปที่พระภิกษุองค์นี้พูดไว้
เพื่อให้พิจารณาความเสื่อมกันครับ...ดังนี้

## อยากจะฝากถึงนักธรรมอาวุโสทุกท่าน (หมายถึงคนในอนุตตรธรรมซึ่งพระท่านยกให้เป็นอาวุโส..?) ถึงแม้ตัวอาตมาจะเป็นผู้รับธรรมมะที่หลังแต่อาตมาก็เชื่อ เพราะอาตมาก็ศึกษาพระไตรปิฏกมาพอสมควรแต่ว่ามันไม่ใช้ทางสายตรงเหมือนวิถีอนุตตรธรรม..!!! เพราะเป็นธรรมมะในยุคแดง(หมายถึงยุคแห่งพระโคดมพุทธเจ้าซึ่งลัทธิกล่าวว่าหมดไปแล้ว) ที่จะต้องปฏิบัติด้วยการรักษาศีล รักษากาย รักษาวาจา ให้จิตนิ่งจริงแต่มันก็ไปไม่ทันแล้ว เราจะมัวมานั่งหลับหูหลับอยู่อย่างนั้น ทุกวันนี้มันยุคจรวดแล้ว


## อยากจะชักชวนญาติโยมที่ยังลังเลสงสัย อย่างอาตมาเองตอนแรกก็ลังเลแต่พอมาเห็นจากศพคุณพ่อรู้สึกว่าประทับใจว่า...ธรรมมะวิถีอนุตตรธรรมเป็นทางสายเอกจริง ๆ ...(จบ)..!!!


เป็นไงจบได้น่าทึ่งจริง ๆ เป็นพระภิกษุแท้ ๆ แต่กลับมาให้การสนับสนุนรีดเดียรถีย์ออกหน้าออกตา แถมยังพูดจาดูหมิ่นพระพุทธศาสนาซะเองว่าไม่ไช่ทาง...ลงท้ายด้วยการชักชวนญาติโยมให้มาเข้าลัทธิและปิดท้ายด้วยการตอกย้ำว่า ลัทธินี้เป็นทางสายเอกจริง ๆ โอ๊ย...อ่านแล้วทำไมมันเสื่อมได้ขนาดนี้ครับ สึกไปจะดีใหมคุณพี่จรูญ ท่านเป็นเจ้าอาวาสแบบนี้แล้วจะไปสอนลูกศิษย์ญาติโยมอย่างไร ??



ศพไม่เน่าเป็นเรื่องมีอยู่แล้วมากมาย...ไม่จำเป็นต้องไปเข้าลัทธิ


คลิปบน >>นี่..อันนี้อัสจรรย์ยิ่งกว่าครับ ตายมาตั้งนานแล้วตัวไม่เน่าแล้วก็ไม่ไช่สาวกลัทธิอนุตตรธรรมด้วยครับ
ตายมาตั้งนานแล้วตั้งหลายปีแล้วนะ..มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้กับทุกคนล่ะถ้าเหตปัจจัยพร้อม
ไม่จำเป็นต้องไปเข้าลัทธินี้หรอกครับ

คลิปบน >>นี่อีกอันตายตั้งนานแล้วก็ยังไม่เน่านะครับ แล้วเขาก็ไม่ได้รู้จักลัทธินี้เลยนะ เรื่องแบบนี้ก็มีที่อื่น ๆ เหมือนกันนะครับไม่ไช่แค่ลัทธินี้ แต่ทุกอย่างมีคำอธิบายครับ

http://www.youtube.com/watch?v=83bO0CIuGsg
video
คลิปบน >มนุษย์ร้อยปีไม่เน่าไม่เปื่อย

http://www.youtube.com/watch?v=_0DUu4TpKvc
video
คุณยายวัย 73 ปีตายแล้วฟื้นฝีปมตามตัวก็หาย..วิเศษกว่าลัทธิอนุตตรธรรมซะอีก


ภาพบน >>คือ บัณฑิโต ฮัมโบ ลามะ แห่งวัดอิวอลคินสกีดัตสัน 
ท่านรู้ล่วงหน้าว่าจะเสียชีวิตด้วยซ้ำและก็ได้เสียชีวิตตั้งแต่ปี 2470 
ผ่านมา 86 ปีแต่ศพยังมีสภาพสมบูรณ์..อัสจรรย์ยิ่งกว่าอนุตตรธรรมอีกครับ



ภาพบน^^ศพที่ไม่เน่าเปื่อยของ พระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)
วัดท่าซุง จังหวัดอุทัยธานี ท่านมรณภาพตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๓๕



ภาพบน^^หลวงปู่ผินะ ปิยธโร เจ้าอาวาสวัดสนมลาว  มรณภาพวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2545
ร่างหลวงพ่อผินะนั่งหมดลมหายใจในท่านั่งขัดสมาธิอย่างสงบ ท่านมรณภาพเวลาประมาณ 05.14 น. แต่เวลาล่วงเลยกว่า 12 ชั่วโมงแล้วร่างกายเนื้อตัวท่านยังอ่อนนิ่ม ไม่คล้ายดังคนที่หมดลมหายใจแต่อย่างใด


ทั้งนี้ยังมีอีกมากมายครับทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศสำหรับศพที่ไม่เน่าเปือยที่เห็นได้ง่ายที่สุดก็คือครูบาอาจารย์ชื่อดังในเมืองไทยที่มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง  เพราะฉะนั้นเรื่องศพที่ไม่เน่านั้นไม่ได้มีในลัทธิอนุตตรธรรมอย่างเดียวแต่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกท่านที่ปฏิบัติดีงามและเหตุปัจจัยพร้อมครับ

ติดตามต่อตอน 2 >http://protectbuddha.blogspot.com/2014_06_01_archive.html

อ้างอิง
๑ 2.0 2.1 การแข็งตัวของกล้ามเนื้อ, พลตำรวจตรี เลี้ยง หุยประเสริฐ พบ., อว. (นิติเวชศาสตร์) ผู้บังคับการ สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ, 2549, หน้า 28
๒ กลุ่มภารกิจด้านข้อมูลข่าวสารและสารสนเทศสุขภาพ สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์กระทรวงสาธารณสุข
http://bps.ops.moph.go.th/

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%9C%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%B0_%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%98%E0%B9%82%E0%B8%A3


วันพฤหัสบดีที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ลัทธิเจ


นับตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซ่ง  (พ.ศ. 1503) เป็นต้นมา ลัทธิที่แอบอ้าง
ศาสนาก็มมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อย  ๆ (ความจริงก็มีมาก่อนหน้านี้นานแล้ว) จนพัฒนามาเป็นลัทธิต่าง ๆ ในสมัยราชวงศ์หมิง (พ.ศ.1911) ลัทธิพวกนี้ถูกเรียกรวม ๆ กันว่า “ลัทธิเจ”

“ลัทธิเจ” เกิดจากการผสมผสานความเชื่อของ 3 ศาสนาคือ พุทธ , เต๋า , และขงจื่อ เข้าไว้ด้วยกัน นอกจากนี้ยังมีลักษณะความเชื่ออื่น ๆ เข้าประกอบ ลักษณะเด่นของลัทธิเจคือ มีการนับถือพระพุทธเจ้า , พระโพธิสัตว์ในพระพุทธศาสนา และนับถือเทพเจ้าในศาสนาเต๋าและขงจื่อ  นอกจากนี้ยังบริโภคอาหารมังสะวิรัติจนเป็นที่มาของการเรียกการบริโภคอาหารมังสะวิรัติตามชื่อของลัทธิพวกนี้ว่า “ การกินเจ”  ซึ่งในความเป็นจริงนั้นความหมายของคำว่า เจ ของลัทธิ ก็ไม่ได้มีความหมายเหมือนกับ ในศาสนาเต๋า และไม่ใช่คำสอนของศาสนาพุทธมหายานแต่อย่างใด

เอกลักษณ์ที่สำคัญของลัทธิเจอีกอย่างหนึ่งคือ “ไม่มีนักบวช” ลัทธิเจไม่มีนักบวช จะมีก็แต่คนที่ทำหน้าที่ประกอบพิธีกรรมแต่ไม่ใช่นักบวชซึ่งก็มีทั้งนุ่งขาวห่มขาว และไม่นุ่งขาวห่มขาว ตามแต่ลัทธิจะบัญญัติ  และด้วยเหตุที่ลัทธิเจไม่มีนักบวชจึงไม่เคารพพระภิกษุในพุทธศาสนา และไม่เคารพนักพรตเต๋าในศาสนาเต๋า ขณะเดียวกันก็มีคำสอนจำนวนไม่น้อยที่โจมตีพระภิกษุในพุทธศาสนาและนักพรตในศาสนาเต๋า  นอกจากนี้ยังมีการนำเอาคำสอนของศาสนาทั้ง 3 คือ พุทธ ,เต๋า , ขงจื่อ มาดัดแปลง แต่งเติม แก้ใขในรูปแบบของตัวเอง

นับแต่ราชงวศ์หมิงสถาปนาขึ้นในปี พ.ศ. 1911 หมิงไท่จู่ฮ่องเต้ (จูเหยวียนจาง) เล็งเห็นถึงความวุ่นวายเมื่อครั้งประเทศจีนอยู่ภายใต้การปกครองของเหยวียน(มองโกล) มีลัทธิเกิดขึ้นมากมายแต่ละลัทธิต่างก็ใช้ความเชื่อชักจูงผู้คนเพื่อสร้างฐานอำนาจให้กับตนเอง  จูเหยวียนจาง ตระหนักดีว่า หากสภาพการณ์ดังนี้ดำเนินต่อไปจะเป็นภัยต่อความมั่นคงของราชบัลลังแห่งราชวงศ์หมิง  อีกประการหนึ่ง  จูเหยวียนจาง และบรรดากษัตริย์ราชวงศ์หมิงต่างก็ศรัทธาศาสนาเต๋าการที่จะให้มีลัทธิมาบ่อนทำลายความมั่นคงของราชวงศ์และศาสนาเต๋าอันเป็นศาสนาแห่งราชวงศ์ย่อมเป็นไปไม่ได้ (ในนิยายจีนเรื่อง “กระบี่อิงฟ้าดาบฆ่ามังกร” ซึ่งประพันธ์โดยกิมย้ง กล่าวว่า จูเหยวียนจาง เป็นสมาชิกของลัทธิแสงธรรมนั่นเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นไม่ใช่เรื่องจริงแต่อย่างใด)  ด้วยเหตุนี้ จูเหยวียนจาง จึงมีคำสั่งควบคุมกิจกรรมของลัทธิต่าง ๆ  เหล่านี้ โดยเริ่มที่ลัทธิบัวขาวเป็นอันดับแรก (ในขณะนั้นลัทธิบัวขาวได้รวมกันลัทธิแสงธรรมแล้ว) ตามด้วยลัทธิอื่น ๆ ทำให้ลัทธิเจเหล่านี้กลายเป็นลัทธินอกกฎหมาย  และเพื่อความอยู่รอดลัทธิเหล่านนี้จึงปรับตัวเองให้เป็นลัทธิใต้ดินเพื่อให้รอดพ้นจากอำนาจของทางการ  ต่อมาได้เผยแพร่ไปในวงกว้างในหมู่ประชาชนโดยลัทธิเจที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบันก็มีอาทิเช่น  ลัทธิเจในประเทศไทยและใกล้เคียง  ลัทธินาคปุษปะ ,ลัทธิอนุตตรธรรม ,ลัทธิเมตไตรยมหามรรค ฯลฯ

ซึ่งก็ต้องทำความเข้าใจคือคำว่า  “ลัทธิเจ” เป็นคำรวม ๆ ที่ใช้เรียกลัทธิที่แอบอ้างศาสนาในหน้าประวัติศาสตร์จีน  ในความจริงลัทธิเจมีหลายลัทธิ  มีทั้งความเชื่อ ศรัทธา และที่มาที่ เหมือน คล้าย และแตกต่างกัน  แต่มีจุดร่วมกันอย่างหนึ่งคือการกินมังสะวิรัติ หรือที่เรียกการกินอาหารตามชื่อของลัทธิพวกนี้ว่า  การกินเจ...

ขอบคุณ
http://www.yokipedia.com/vegetarian/120-2010-09-09-17-56-06


วันพุธที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ลัทธิมานิ-ต้นกำเนิดลัทธิอนุตตรธรรม

ลัทธิมานิ - ลัทธิต้นกำเนิดลัทธิอนุตตรธรรม

ลัทธิแสงธรรม หรือ หมิงเจี้ยว ในภาษาจีนกลาง และ เม้งก่า ในภาษาแต้จิ๋ว คือลัทธิหนึ่งในประวัติศาสตร์จีน...ลัทธิแสงธรรมนี้เป็นลัทธิที่มาจากต่างประเทศนั่นคือ ลัทธิมานิ

ลัทธิมานิ Manichaeism (บางคนอาจจะเรียกว่าลัทธิมณี แต่เนื่องจากคำว่า มณี เป็นภาษาสันสกฤตอาจทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าลัทธินี้มีต้นกำเนิดมาจากอินเดียจึงขอเรียกว่า มานิ) เป็นสาขาหนึ่งในศาสนาบูชาไฟ Zoroastrianism มีต้นกำเนิดในอาณาจักรเปอร์เซีย (ปัจจุบันคือประเทศอิหร่าน) ก่อตั้งโดย มานิ Mani ในพุทธศตวรรษที่ 8 โดยในปี พ.ศ.785 ได้เดินทางไปเผยแพร่ที่บาบิโลน ต่อมาในปี พ.ศ.820 ได้ถูกตรึงกางเขนจนเสียชีวิต


ปี พ.ศ.785 มานิได้เดินทางไปเผยแพร่ลัทธิที่บาบิโลนได้รับการนับถือจากกษัตริย์เปอร์เซียจึงสามารถลงหลักปักฐานได้ที่เปอร์เซีย ต่อมาเมื่อกองทัพโรมันยึดเปอร์เซียไว้ได้ลัทธิมานิจึงถูกกวาดล้าง เมื่อหนีมาอยู่ที่ Transoxiana จึงปลอดภัย

ลัทธินี้มีความเชื่อถึง ทวิภาวะและไตรยุคทวิภาวะ คือ ๒ สภาวะของ แสงสว่าง” (ความดี) และ ความมืด” (ความชั่ว)
ไตรยุค ได้แก่ ยุคทั้งสาม คือ 
ยุคแรก แสงสว่างและความมืดแยกจากกัน
ยุคที่สอง แสงสว่างและความมืดมารวมและรบกัน
ยุคสุดท้าย แสงสว่างและความมืดแยกจากกันอีกครั้ง
โดยแสงสว่าง เป็นพระบิดาที่ยิ่งใหญ่ ความมืด คือบุตร ผู้เป็นราชันย์แห่งความมืด  ด้วยเหตุที่ ลัทธิมานิ เป็นสาขาของศาสนาบูชาไฟนี้เองจึงเคารพบูชาแสงสว่างจนมาเป็น ลัทธิแสงธรรม ในพากย์จีนในที่สุด

ราชันย์แห่งความมืดมาท้ารบกับพระบิดาผู้ยิ่งใหญ่ พระบิดาไม่อยากรบด้วย จึงสร้างมารดาแห่งชีวิต มารดาแห่งชีวิตให้กำเนิดบุตรมนุษย์คนแรกโดยมีโอรสแสงสว่างทั้งห้าไปรบกับราชันย์ความมืดแล้วแพ้ โอรสแสงสว่างถูกความมืดกลืนลงไปมนุษย์คนแรกจึงขอให้พระบิดาช่วยสร้างเทพขึ้นอีกมากมาย แล้วเทพเหล่านั้นก็สร้างเทพอีกเป็นทอดๆ จนโอรสแสงสว่างทั้ง ๕ ได้รับการช่วยเหลือ

ลัทธิมานิอธิบายว่า เทพมากมายที่พระบิดาสร้าง คือการสร้างจักรวาลและสรรพสิ่ง ผู้เผยแพร่ลัทธิแห่งแสงสว่าง คือทูตแห่งแสงสว่างเพื่อประกาศธรรมช่วยสรรพชีวิตพ้นทุกข์ให้กลับคืนสู่พระบิดา(คล้ายกับที่ลัทธิอนุตตรธรรมอุปโลกเรื่องการกลับนิพพานบ้านเดิม) โดยยังอ้างว่า บรรดาศาสดาของทุกศาสนาและลัทธิต่างๆ เป็นเพียงทูตแห่งแสงสว่าง เป็นวิธีการกล่าวตู่เหมารวมที่มีตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน(เหมือนกับที่ลัทธิอนุตตรธรรมอุปโลกว่าพระพุทธเจ้าคือผู้ที่พระแม่องค์ธรรมส่งมา)

เอกลักษณ์ที่สำคัญของลัทธิมานิคือการนับถือแสงสว่าง ,พระบิดาผู้ยิ่งใหญ่ ,มารดาแห่งชีวิต ,การบริโภคมังสะวิรัติ ,งดเว้นการดื่มสุรา ,การนุ่งขาวห่มขาว ฯลฯ

ลัทธิมานิ เข้าสู่ประเทศจีนในนาม ลัทธิแสงธรรม ในสมัยราชวงศ์สุย (พ.ศ.1124 – 1161) และปรากฏอย่างชัดเจนในสมัยราชวงศ์ถัง (พ.ศ.1161 – 1450) เมื่อเข้ามานั้นได้อาศัยพุทธศาสนาและศาสนาเต๋าเป็นเครื่องมือ โดยการแอบอ้างและแปลงเทพต่าง ๆ ของตนให้เป็นพระพุทธเจ้า ,พระโพธิสัตว์ในพุทศาสนา และเทพเจ้าของศาสนาเต๋าและขงจื่อ จนมาถึงสมัยราชวงศ์ซ่ง (พ.ศ.1503 – 1822) มีการเผยแพร่ลัทธิในหมู่ประชาชนโดยเฉพาะภาคใต้ของประเทศจีน อันได้แก่ เจียงตง(กังตั๋ง) ,เจียงซี(กังไส) ,ฝูเจี้ยน(ฮกเกี้ยน) ทั้งยังปลุกปั่นให้ประชาชนก่อการจลาจลหลายครั้ง จนฝูเจี้ยนกลายเป็นศูนย์กลางของลัทธิในที่สุด  โดยมีคัมภีร์ที่แอบอ้างชื่อพุทธศาสนาที่สำคัญ 2 คัมภีร์คือ ไท่หยางซิงจวินเจิงจิง หรือ ไท่หยางเจินจิง และ ไท่อินซิงจวินเจินจิง หรือ ไท่อินเจินจิง  โดยที่คัมภีร์ทั้งสองนี้ยังสามารถพบได้ในปัจจุบันและพบได้ในประเทศไทยด้วย
ต่อมาในสมัยซ่งใต้ (พ.ศ.1670 – 1822) ลัทธิแสงธรรมได้ผนวกรวมกับลัทธิบัวขาว ต่อมา หมิงไท่จู่ฮ่องเต้(จูเหยวียนจาง)แห่งราชวงศ์หมิงสั่งควบคุมกิจกรรมของลัทธิบัวขาวทำให้ลัทธิต้องลงใต้ดินกลายเป็นลัทธินอกกฎหมาย

ในสมัยราชวงศ์หมิง และราชวงศ์ชิง ลัทธิบัวขาวทำกิจกรรมและแลกเปลี่ยนความเชื่อกับลัทธิต่าง ๆ ต่อมา หลอเมิ่งหง ก่อตั้งลัทธิหลอจู่ก็ได้รับความเชื่อมาด้วยจนพัฒนาเป็นลัทธินาคปุษปะ ,ลัทธิอนุตตรธรรม , เมตไตรมหามรรค ฯลฯ ในปัจจุบัน

อนุตตรธรรมมารดา (อู๋เซิงเหลาหมู่ , อู๋จี๋เทียนหมู่ , หวงหมู่ ,พระแม่องค์ธรรม ) ที่ลัทธินาคปุษปะ ,ลัทธิบุพพนภามรรค ,ลัทธิอนุตตรธรรม , ลัทธิเมตไตรมหามรรค ฯลฯ กล้าวอ้างแท้จริงแล้วก็มาจาก มารดาแห่งชีวิตของมานินั่นเอง

แม้แต่ในพิธีกราบใหว้ของลัทธิอนุตตรธรรมจะต้องขึ้นต้นด้วยพระนามของ อนุตตรธรรมมารดา โดยใช้คำว่า หมิงหมิงซั่งตี้  ซึ่งคำว่าหมิงนั้นก็หมายถึงแสงสว่างนั้นนั่นเอง

หมายเหตุ : ลัทธินี้อาจจะเรียกได้หลายชื่อนะครับเช่น มานิ ,มณี ,มาณีกี ,หมิงเจี้ยว ,เม้งก่า ,แสงธรรม  ลัทธิทั้งหมดนี้ล้วนมีที่มาเหมือนกันครับ
______________________________________

ส่วนนี้ขอยกมาจากวิกิพีเดียที่ได้ลงข้อมูลของลัทธิมานิไว้เช่นกันครับ


ศาสนามาณีกี[1] หรือ ศาสนามณี เป็นศาสนาแบบไญยนิยมที่มีต้นกำเนิดในจักรวรรดิเอรานชาหร์ มีพระมาณีหรือพระมณีเป็นศาสดา แม้ว่างานเขียนของท่านจะหายสาบสูญไปทั้งหมดแล้ว แต่ยังคงมีฉบับแปลในภาษาต่าง ๆ ตกทอดมาถึงปัจจุบัน
ศาสนามาณีกีสอนเชิงจักรวาลวิทยาว่าจักรวาลแบ่งออกเป็นของด้าน คือด้านความดีงาม จิตวิญญาณ และความสว่าง กับความชั่วร้าย วัตถุ และความมืด สันนิษฐานว่าศาสนามาณีกีได้รับแนวคิดนี้มาจากแนวคิดของพวกไญยนิยมในเมโสโปเตเมีย[2]
ศาสนามาณีกีแพร่หลายมากในภูมิภาคที่ใช้ภาษาแอราเมอิกและซิเรียก[3]ราวคริสต์ศตวรรษที่ 3 - 7 จนกลายเป็นศาสนาที่แพร่หลายมากที่สุดในโลกศาสนาหนึ่งในยุคนั้น ศาสนจักรมาณีกีแพร่ไปทางตะวันออกไกลถึงประเทศจีน และทางตะวันตกไกลถึงจักรวรรดิโรมัน[4] โดยมีศาสนิกชนส่วนมากเป็นทหาร จนได้ชื่อว่าเป็นศาสนาของกองทัพ และกลายเป็นคู่แข่งของศาสนาคริสต์ แทนลัทธิเพกันที่เสื่อมไปก่อนหน้านั้นแล้ว ศาสนามาณีกีในภูมิภาคตะวันออกดำรงอยู่นานกว่าทางตะวันตก โดยโดยเสื่อมสลายไปราวคริสต์ศตวรรษที่ 14 ทางใต้ของจีน[5]
ศาสนิกชนของศาสนานี้เรียกว่าชาวมาณีกีหรือชาวมาณีเชียน ซึ่งในปัจจุบันคำว่ามาณีเชียนได้ใช้หมายรวมถึงผู้มีแนวคิดทางจริยศาสตร์รูปแบบหนึ่งที่มองศีลธรรมแบบทวินิยมคือมีความดีความชั่วอยู่จริง และอยู่แยกกันต่างหากอย่างชัดเจน

___________________________________________


 ขอบคุณ

http://www.yokipedia.com/vegetarian/121-2010-09-09-17-56-06

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%B5


  1.  ราชบัณฑิตยสถานพจนานุกรมศัพท์ศาสนาสากล อังกฤษ-ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน, พิมพ์ครั้งที่ 3, ราชบัณฑิตยสถาน, 2552, หน้า 186
  2. Jump up Widengren, Geo Mesopotamian elements in Manichaeism (King and Saviour II): Studies in Manichaean, Mandaean, and Syrian-gnostic religion, Lundequistska bokhandeln, 1946.
  3. Jump up Jason BeDuhn; Paul Allan Mirecki (2007). Frontiers of Faith: The Christian Encounter With Manichaeism in the Acts of Archelaus. BRILL. pp. 6–. ISBN 978-90-04-16180-1. สืบค้นเมื่อ 27 August 2012.
  4. Jump up Andrew Welburn, Mani, the Angel and the Column of Glory: An Anthology of Manichaean Texts (Edinburgh: Floris Books, 1998), p. 68
  5. Jump up Jason David BeDuhn The Manichaean Body: In Discipline and Ritual Baltimore: Johns Hopkins University Press. 2000 republished 2002 p.IX



วันอังคารที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ลัทธิแอบอิงศาสนา


ลัทธิแอบอิงศาสนา
ตอนนี้ขอเล่าเรื่องของ ลัทธิที่อิงแอบศาสนาทั้งอนุตตรธรรมและลัทธิอื่น ๆ เพื่อให้ทราบภาพรวมทั้งหมดเนื่องจากมีความเกี่ยวเนื่องกันและให้ภาพจิ๊กซอแต่ละตัวนั้นชัดมากขึ้น และเพื่อจะได้ทราบถึงลัทธิที่เป็นสมัคพรรคพวกกันซึ่งยังมีลัทธิอื่น ๆ อีกมิไช่มีเพียงลัทธิอนุตตรธรรม

ในประวัติศาสตร์นั้นมีลัทธิประหลาดเกิดขึ้นมากมายโดยอาศัยการอิงแอบเอาศาสนาอื่นมาบังหน้าเพื่อหากินเท่านั้น แต่ไม่ว่าจะอิงแอบ พุทธ เต๋า ขงจื่อ อย่างไรลัทธิพวกนี้ก็ไม่มีความเกี่ยวข้องกับศาสนาเหล่านั้น ประเทศจีนนั้นเป็นประเทศใหญ่มากในประวัติศาสตร์จะมี ๓ ศาสนาหลัก คือ พุทธ เต๋า ขงจื่อ แต่ในความจริงนั้นมีสำนักลัทธิยิบย่อยมากมายซึ้งลัทธิพวกนี้ตั้งขึ้นมาเพื่อการเฉพาะกิจเพื่อวัตถุประสงค์บางประการของเจ้าลัทธิเท่านั้นส่วนมากจึงดำรงเพียงชั่วระยะหนึ่งไม่มีการสืบต่อ บางทีแม้แต่คนในวงการเองก็อาจไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเลยด้วยซ้ำ ลัทธิพวกนี้นอกจากจะมีพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ ตลอดจนเทพเจ้าของตนเองที่อุปโลกขึ้นมา ซึ่งเทพเจ้าเหล่านี้แม้แต่ชื่อก็ไม่เคยได้ยินด้วยซ้ำ บางสำนักนั้นถ้าไม่ศึกษาก็อาจพาคิดไปได้ว่าเป็น พุทธศาสนา เต๋า ขงจื่อ แต่ความจริงไม่ไช่อันใดทั้งสิ้น

ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างลัทธิบางส่วนที่ได้ชื่อว่าลัทธิแอบอ้างศาสนา โดยบางส่วนยังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบันโดยส่วนมากจะอยู่ในไต้หวันและที่อยู่ของชาวจีนรวมทั้งประเทศไทย

* ปี พ.ศ. ๗๒๗ ปลายราชวงศ์ฮั่น จางเจี่ยว(เตียวก็ก) ตั้งตนเป็น กัลป์ยาณคุรุ อ้างตนว่ามีอิทธิฤทธิ์สามารถเขียนเลขเสกยันต์ประกาศว่า ฟ้าครามสิ้นแล้ว ฟ้าเหลืองบังเกิด สุขสวัสดิ์จักปรากฏ ทำการซ่องสุมผู้คนก่อกบฏใช้ผ้าสีเหลืองเป็นสัญลักษณ์ เป็นที่มาของโจรโพกผ้าเหลืองในนิยายอิงประวัติศาสตร์เรื่องสามก๊ก

* ปี พ.ศ. ๘๖๐ สมัยราชวงศ์จิ้นตะวันออก อู๋จว้อ ตั้งตนเป็นราชันย์สมณะนำชาวบ้านก่อกบฏที่เป่ยผิง (ปัจจุบันอยู่ในเขตปักกิ่ง)

* ปี พ.ศ. ๘๘๐ สมัยโฮ่วจ้าว โหจื่อกง ตั้งตนเป็นองค์ชายพุทธะก่อกบฏที่อันติ้ง(ปัจจุบันอยู่ในเขตกันซู่)

* สมัยราชวงศ์เหนือมีกลุ่มคนที่อ้างพุทธศาสนาก่อกบฏ เช่น หลิวฮุ่ย จางเจียว ซือหม่าฮุ่ย ซือหม่าไป่เหนืยน ฯลฯ

* สมัยราชวงศ์เหนือ ฝ่าซิ่ง เรียกตนเองว่า พุทธะใหม่ ซ่องสุมคนก่อการกบฏ

* สมัยราชวงศ์ซ่ง เหยวียน และหมิง ลัทธิที่แอบอ้างพุทธศาสนาก็ได้แก่ ลัทธิบัวขาว ลัทธิไวโรจนะ ลัทธิทุติยฌาน ลัทธิสุคนธ์

* สมัยราชวงศ์หมิงและชิง ลัทธิที่แอบอ้างพุทธศาสนาได้แก่ ลัทธิหลอจู่ ลัทธิเจ ลัทธิสุคันธ์ ลัทธิมหายาน ลัทธิฟ้าเหลือง ลัทธิไวปูลยะ พรรคเขียว พรรคฟ้าดิน(ที่อ้างว่าเป็นต้นกำเนิดของพวกอั้งยี่)

* ในสมัยปัจจุบันได้แก่ สมาคมสหการกุศลธรรม ลัทธิบุปผาประทีป ลัทธิพลังธรรมจักร(ฝ่าหลุนกง) ลัทธินาคปุษปะ ลัทธิบุปพนภามรรค ลัทธิเมตไตรมหามรรค ฯลฯ

นับตั้งแต่ราชวงศ์ซ่งเป็นต้นมามีลัทธิต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมายนิกายเหล่านั้นที่แอบอ้างพุทธศาสนามหายานที่สำคัญได้แก่การแอบอ้างนิกายเมตไตรและนิกายสุขาวดี ซึ่งมี ๓ ลัทธิใหญ่ ๆ คือ ลัทธิบัวขาว ลัทธิเมตไตร ลัทธิหลอจู่

ราชวงศ์ซ่งเหนือ ปีชิ่งหลี่ที่ ๗ ตรงกับปี พ.ศ.๑๕๙๐ หวังเจ๋อ อ้างคำกล่าวที่ว่า ศาสนาของศากยมุนีสิ้นแล้ว เวลานี้เป็นศาสนาของพระเมตไตร จึงชักจูงผู้คนก่อกบฏ

ในสมัยราชวงศ์เหยวียน ที่มณฑลเหอหนานอาศัยความศรัทธาของคนที่จุดธูปใหว้พระเมตไตรแอบอ้างชื่อพระเมตไตร ตั้ง พรรคสุคนธ์ ทำการทรงลงเจ้า ประกาศว่า บัดนี้พระเมตไตรมาอุบัติแล้ว ต่อมาที่เมืองเหยวียนโจว เผิงอิ๋งอวี้ อาศัยนามแห่งพระเมตไตรขึ้นมาบังหน้าชักจูงผู้คนก่อการกบฏ

นับแต่ตอนต้นราชวงศ์หมิงเป็นต้นมา ความเชื่อเรื่องยุคใหม่ของพระเมตไตรได้ถูกนำมาหลอมรวมกับความเชื่อของศาสนา เต๋า ความเชื่อนี้เป็นที่แพร่หลายก่อให้เกิดองกรค์ใต้ดินขึ้นมากมายโดยในสมัยราชวงศ์หมิงเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันมีการแอบอ้างพระเมตไตรมาบังหน้าอย่างไม่ขาดสาย

*ลัทธิบัวขาว ก่อตั้งโดย เหมาจื่อเหยวียน ในตอนต้นราชวงศ์ซ่งใต้ (เอกสารบางแห่งกล่าวว่าก่อตั้งปี พ.ศ. ๑๖๗๖ อ้างตนว่าแยกตัวมาจากพุทธศาสนามหายานนิกายสุขาวดี ต่อมาเมื่อ จูเหวียนจาง ก่อตั้งราชวงศ์
หมิงและชิง(พ.ศ.๑๑๙๑) ขึ้น ได้สั่งควบคุมกิจการของลัทธิบัวขาวตั้งแต่นั้นมาลัทธิบัวขาวก็ลงไปใต้ดินกลายเป็นลัทธินอกกฏหมาย

*ลัทธิหลอจู่หรือลัทธิหลอ ที่ได้ชื่อนี้เพราะ ก่อตั้งโดย หลอเมิ่งหง(มีอีกชื่อว่า หลอชิง บ้างก็ว่าชื่อ หลอผู่เหริน)ชาวมณฑลซันตงสานุศิษย์ขนานนามว่า ปรมาจารย์หลอ อ้างตนว่าแยกมาจากนิกายหลินจี้ (หลินจี้แยกมาจากพุทธศาสนานิกายฌานอีกที) แต่ความจริงแตกออกมาจากลัทธิบัวขาว เพราะการเผยแพร่ลัทธิจึงถูกคุมขังแต่ยังมีสานุศิษย์เผยแพร่ลัทธิต่อมีการแตกสาขาออกมากมายเช่น ลัทธิอักขระ ลัทธิไตรยาน ลัทธิมหายาน ลัทธิอนุตตรธรรม ลัทธิกวนอิม ลัทธิคทาทอง พรรคเขียว ลัทธินาคปุษปะ ฯลฯ โดยบางลัทธินั้นยังสืบทอดมาจนปัจจุบัน

ในตอนปลายราชวงศ์หมิง ลัทธิบัวขาว ลัทธิเมตไตร ลัทธิหลอจู่ มีการผสมผสานกันและยังนำความเชื่อของศาสนาเต๋ามาผสมเข้าไปอีกจึงทำให้เกิดลัทธิแตกแขนงออกไปมากมาย เช่น ลัทธิประกาศสุริยะ ลัทธิฟ้าเหลือง ลัทธิจตุยาน ลัทธิสุคันธารมณ์

*ลัทธิฟ้าเหลืองก่อตั้งโดย หลี่ปิน เกิดในสมัยราชวงศ์หมิงเปลือกนอกแอบอ้างพุทธศาสนามหายานนิกายฌานแต่ลึก ๆ ยึดแนวทางของลัทธิหลอจู่

*ลัทธิประกาศสุริยะก่อตั้งโดย หานไท่หู นับถือหลอเมิ่งหงเป็นปรมาจารย์

*ลัทธิสุคันธารมณ์ ก่อตั้งโดย ลัทธิมหายาน ลัทธิปูรวมมหายาน ลัทธิมหายานโฆษ ลัทธิกัลยาณมิตร สำนักวิสุธิ์ ฯลฯ ลัทธิเหล่านี้เกิดที่เมืองจี้โจวในรัชสมัยว่านหลี่แห่งราชวงศ์หมิง (พ.ศ.๒๑๑๖ – ๒๑๖๓) ต่อมาภายหลังแตกไปเป็น ลัทธิไวปูลยะ ลัทธิคทาทอง ฯลฯ

*ลัทธิพลังธรรมจักร(ฝ่าหลุนกง法輪功) หรือชื่อเต็มว่า ลัทธิมหาธรรม(ฝ่าหลุนต้าฝ่า) ก่อตั้งในปี พ.ศ. ๒๕๓๓ โดยหลี่จื้อหง ชาวมณฑลจี้หลินประเทศจีน ต่อมาในวันที่ ๒๐ กรกฏาคม ๒๕๓๓ รัฐบาลจีนตัดสินให้ลัทธิพลังธรรมจักรเป็น ลัทธิผิดกฎหมาย


ประวัติ หลี่ หง จื้อ เจ้าแห่งลัทธิฝ่าหลุนกง
หลี่ หง จื้อ (李洪志) ผู้ก่อตั้งลัทธินี้ ถือกำเนิดที่มณฑลจี๋หลิน ในครอบครัวธรรมดาครอบครัวหนึ่ง หลังจากจบชั้นมัธยมต้น ในช่วงปี ๑๙๗๐-๑๙๗๘ได้เข้าร่วมกับกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน และทำงานในสำนักงานตำรวจจี๋หลินตามลำดับ ในปี ๑๙๗๘-๑๙๘๒ เป็นพนักงานบริการในสำนักงานตำรวจป่าไม้ และปี ๑๙๘๒-๑๙๙๑ เปลี่ยนมาทำงานเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยให้บริษัทน้ำมัน และธัญญาหารเมืองฉางชุน

ในปี ๑๙๘๘ หลี่หงจื้อได้ฝึกวิชา ฉานมี่กง กับหลีเหว่ยตง อาจารย์สอนชี่กงคนหนึ่ง และยังเรียนวิชา จิ่วกงปากว้ากง กับ หยีกวงเซิง อาจารย์สอนชี่กงอีกคนหนึ่ง พอปี ๑๙๙๑ จึงได้มุ่งศึกษา ชี่กง(氣功 )  โดยเฉพาะ และมีโอกาสได้เดินทางมาเยี่ยมญาติที่ประเทศไทย จึงได้เลียนแบบท่าเต้นรำของชนพื้นเมืองในไทย คิดประดิษฐ์ท่าของ 'ฝ่าหลุนกง' ขึ้นมา
               
การก่อตั้งฝ่าหลุนกงของ หลี่หงจื้อ ส่วนใหญ่จะใช้ถ้อยคำในศาสนาพุทธและลัทธิเต๋ามาประกอบการอธิบาย นอกจากนั้น ในวันที่ ๒๔ กันยายน ๑๙๙๔ เขาได้อาศัยความสัมพันธ์ส่วนตัวที่มีกับสำนักงานทะเบียนราษฎร์ เมืองฉางชุน เปลี่ยนวันเดือนปีเกิดในบัตรประชาชนใหม่ จากวันที่ ๗ กรกฎาคม ๑๙๕๒ เป็น ๑๓ พฤษภาคม ๑๙๕๑ เพื่อให้ตรงกับวันประสูติของพระพุทธเจ้า
               
หลี่จิงเจ้า กับ หลิวหยี่ซิงลูกศิษย์รุ่นแรกๆของหลี่หงจื้อ กล่าวว่า ท่าฝึกของฝ่าหลุนกงเป็นท่าที่หลี่หงจื้อ กับหลี่จิงเจ้าร่วมกันคิดขึ้นมา เมื่อนำไปสอนผู้คน หลี่จิงเจ้าจะเป็นผู้รำท่า และหลี่หงจื้อเป็นคนบรรยายท่า นอกจากนั้น ยังมี หลิวเฟิ่งฉาย เป็นผู้แก้ไขดัดแปลงท่าฝ่าหลุนกงอีกคน ส่วนรูปภาพหลี่หงจื้อนั่งขัดสมาธิในดอกบัว และมีรัศมีเปล่งออกมารอบกายนั้น เป็นภาพตัดต่อที่ ซ่งปิ่งเฉิน ลูกศิษย์อีกคนหนึ่งเป็นผู้จัดทำขึ้น

แนวคิดหลักของลัทธิ ฝ่าหลุนกง
เหว่ยเต้าหรู นักการศาสนาของจีนระบุว่า 'ฝ่าหลุน' เป็นคำที่ยืมมาจากศาสนาพุทธ แฝงนัยความหมาย ๒ ประการ คือ ประการแรก หมายถึง คำสอน ของศาสนาพุทธที่เปรียบเหมือน กงล้อ อันหนึ่ง ซึ่งหมุนไปไม่หยุด ประการที่สองคือ พระธรรม (ธรรมจักร) ที่แข็งแกร่งเหมือนกงล้อรถทำศึกสงคราม สามารถช่วยขจัดทุกข์ให้กับมวลมนุษย์ ขณะที่ หลี่ หง จื้อ ตีความว่า การฝึกกายบริหารฝ่าหลุนกง ของเขา คือการสร้างธรรมจักรขึ้นที่ท้องน้อย โดยมีตัวเขาเป็นผู้ช่วยสาวกในการฝึกปฏิบัติเพื่อกำหนดธรรมจักรนี้ขึ้นมา
               
นอกจากนั้น เหว่ย เต้า หรู ยังกล่าวถึงคำว่า กายธรรม ที่ปรากฏในลัทธิฝ่าหลุนกงว่า ตามแนวคิดเดิมของศาสนาพุทธ 'กายธรรม' เป็นนามธรรม ไม่ใช่สิ่งที่มีตัวตน แต่ หลี่ หง จื้อ บอกว่า ตัวเขามี 'กายธรรม' ที่นับไม่ถ้วนซึ่งขัดแย้งกับศาสนาพุทธ ตลอดจนเรื่อง กฎแห่งกรรม ซึ่ง หลี่ หง จื้อ นำกรรมมาอธิบายความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ของคน เขากล่าวว่า คนที่เป็นโรค แสดงว่าเมื่อชาติก่อนทำกรรมชั่วไว้ จึงต้องชดใช้กรรมนั้น ไม่ควรไปรักษาโรคให้หาย เพราะถ้ารักษาโรคภัยไข้เจ็บหาย ก็เท่ากับว่าทำลายกฎของจักรวาล
              
ดังนั้น เหว่ย เต้า หรู จึงสรุปว่า ฝ่าหลุนกงเป็นลัทธิอุบาทว์ด้วยลักษณะ ๔ ประการ คือ
              
๑.สร้างลักษณะสมมติเทพให้ หลี่ หง จื้อ เพื่อก่อให้เกิดความเลื่อมใสเจ้าลัทธิ โดยระบุถึงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ต่างๆ ของ หลี่ หง จื้อ เมื่อยังเล็กไว้ในหนังสือ 'ประวัติย่อหลี่ หงจื้อ' แม้กระทั่งการเปลี่ยนวันเกิดของ หลี่ หงจื้อ เพื่อให้ตรงกับวันประสูติของพระพุทธเจ้า เพื่อให้เข้าใจว่าหลี่หงจื้อเป็นอีกภาคหนึ่งของศาสนาพุทธที่มาช่วยคนให้พ้นทุกข์
             
๒.ฝ่าหลุนกง มีชื่อเสียงขึ้นมาจากการรักษาโรคให้ผู้คนจนหาย ด้วยการออกกำลังกาย ตามหลักของลัทธิดังกล่าว คล้ายกับลัทธินอกรีตอื่นๆ เมื่อคนเข้าร่วมลัทธินี้ ก็ต้องท่องบ่นคำว่า "ฝ่าหลุนกง" คล้ายกับการ "ล้างสมอง" ไปในตัว และกล่าวถึง"วันโลกแตก" เพื่อให้ผู้คนวิตกกังวล จึงต้องปฏิบัติตามคำสอนของลัทธิ เพื่อยกระดับตัวเองให้ดีขึ้น เตรียมพร้อมสำหรับวันสิ้นโลก
              
๓.บิดเบือนคำสอนเรื่อง 'กรรม' กับ 'คุณธรรม' ในศาสนาพุทธ โดยสอนว่า หากใครฝึกฝ่าหลุนกงบ่อยๆ จะช่วยลด 'กรรม' และเพิ่ม 'คุณธรรม' ขึ้นมาได้ และทำให้ 'กายบริสุทธิ์'การเจ็บป่วย เป็นผลของกรรมในอดีตชาติ ไม่ต้องไปหาแพทย์เพื่อรักษา ทำให้สาวกหลายคนที่ปฏิบัติตามคำสอนนี้ ต้องเสียชีวิตหรือเสียสติไป
               
๔.หลี่ หง จื้อ เห็นว่า สิ่งที่เขาถ่ายทอดเป็น 'คุณธรรมตามกฎจักรวาล'และเป็นพื้นฐานของพระธรรม ไม่ควรถูกควบคุมโดยสังคมหรือกฎหมาย

(หมายเหต : สังเกตว่าเทคนิคในการล้างสมองของแต่ละลัทธิจะคล้าย ๆ กันซึ่งในลัทธิอนุตตรธรรมก็มีแบบนี้เช่นกัน)
                
หลิว เป่า หลง สาวกที่เข้าร่วมการเผาตัวตายที่จัตุรัสเทียนอันเหมินเมื่อวันที่ ๒๓ มกราคม ที่ผ่านมา กล่าวว่า เธอได้รับคำสั่งสอนของ หลี่ หง จื้อ จึงเดินทางมาจากเมืองไคเฟิง หูหนาน เพื่อร่วมชุมนุมที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ตามสถิติของทางการจีนพบว่า มีประชาชนที่หลงงมงายในลัทธิฝ่าหลุนกง ต้องสังเวยชีวิตไปแล้วกว่า ๒ พันคน

ฝ่าหลุนกงกับการเมือง
หลี่ หง จื้อ มักประกาศเสมอว่า ไม่มีองค์กรเป็นทางการ ฝ่าหลุนกงเป็นการรวมตัวกันอย่างหลวมๆ ในลักษณะ "คนหนึ่งถ่ายทอดไปสู่อีกคน หรือใจถ่ายทอดสู่ใจ" ขณะที่หลังจากก่อตั้งฝ่าหลุนกงในปี ๑๙๙๒ แล้ว เขาได้วางระบบองค์กรที่สมบูรณ์แบบด้วยการจัดตั้ง สมาคมศึกษาวิจัยฝ่าหลุนกง ที่ปักกิ่ง โดยมีตัวเขาเองเป็นนายกสมาคม อีกทั้งตั้งสาขา ๓๙ แห่ง และสาขาย่อยนับ ๑,๙๐๐ กว่าแห่ง ทั่วประเทศจีน มีสถานที่ฝึกรวมกว่า ๒๘,๐๐๐ แห่ง
               
หลี่ หง จื้อ คือเจ้าลัทธิหรือผู้รับผิดชอบสูงสุดของฝ่าหลุนกง สาขาและองค์กรย่อยต่างๆ ของฝ่าหลุนกง รับคำสั่งโดยตรงของเขาไปปฏิบัติ โดยวิธีการสื่อสารที่ทันสมัย เช่น โทรสาร อินเทอร์เน็ต โทรศัพท์ การรับคำสั่งของเจ้าลัทธิจากศูนย์กลางที่ 'สมาคมศึกษาวิจัยฝ่าหลุนกง' ด้วยการสื่อสารที่ล้ำยุคดังกล่าว การติดต่อกันจึงดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ทำให้จีนเห็นว่ายากจะตรวจสอบแหล่งที่มา หรือความลับของลัทธินี้
               
นอกจากนั้น สิ่งที่รัฐบาลจีนไม่พอใจ คือการที่ฝ่าหลุนกงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ตลอดจนการทำงานขององค์กรหรือหน่วยงานที่ต่อต้านลัทธิของตนผ่านทางสิ่งพิมพ์ต่างๆ ซึ่งทางการจีนถือว่าเป็นลักษณะหวังผลทางการเมือง ในการทำลายองค์กรบริหารสูงสุดของจีน ตลอดจนทางการจีนยังสงสัยว่า สหรัฐอเมริกาอาจเป็นผู้อยู่เบื้องหลังและให้การสนับสนุนลัทธินี้อย่างลับๆ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือท้าทายอำนาจจีน ในที่สุด เมื่อวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๑๙๙๙ รัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน จึงได้กำหนดให้สมาคมศึกษาวิจัยฝ่าหลุนกงและองค์กรของฝ่าหลุนกงทุกระดับที่ดำเนินการโดยหลี่หงจื้อ เป็นองค์กรนอกกฎหมาย

*ลัทธินาคปุษปะ (หลงฮว๋าไพ่) เป็นลัทธิที่สำคัญลัทธิหนึ่งของไต้หวัน เป็นสาขาที่มาจากลัทธิหลอจู่ เช่นเดียวกับอนุตตรธรรมและลัทธิเมตไตรมหามรรค ทั้งนับถืออนุตตรธรรมมารดาเช่นเดียวกัน ก่อตั้งสมัยราชวงศ์ชิงโดย ทังผู่เซียว ปรมาจารย์รุ่นที่ ๔ ของลัทธิหลอจู่ ต่อมาปรมาจารย์รุ่นที่ ๑๐ เฉินผู่เยว่ ได้นำลัทธิไปเผยแพร่ในมณฑลฝู้เจี้ยน(ฮกเกี้ยน) ทำให้มณฑลฝูเจี้ยนกลายเป็นฐานที่มั่นอันสำคัญของลัทธินาคปุษปะ ในไต้หวันนั้นลัทธินาคปุษปะได้เข้าไป ๒ ช่วงใหญ่คือในสมัยราชวงศ์ชิงและสมัยลี้ภัยของพรรคกว๋อมินตี๋ง

*อี๋ก้วนเต้า หรือเทียนเต้า ในภาษาจีนกลางหรือก็คือ "ลัทธิอนุตตรธรรม" ในภาษาไทย ("ลัทธิอนุตตรธรรม", "อนุตตรธรรม", "วิถีอนุตตรธรรม" เป็นชื่อที่ใช้เรียกตนเองเมื่อเข้ามาเผยแพร่ในประเทศไทย) ก่อตั้งในรัชสมัยกวางซฺวี่ ปี่ที่12 แห่งราชวงศ์ชิง ตรงกับปีพ.ศ. 2429 โดยหลิงชิงซฺวี ปรมาจารย์ รุ่นที่ 16 ของ ลัทธิหลอจู่ โดยแตกแขนงออกมาจากลัทธิบุพพนภามรรคอีกที (ลัทธิบุพพนภามรรคเกิดจากการผสมผสาน ระหว่างลัทธิหลอจู่และลัทธิบัวขาว) ปรมาจารย์คนสำคัญของลัทธิอนุตตรธรรมคือ ลู่จงอี ปรมาจารย์ รุ่นที่ 17 ลู่จงอี ซึ่งอ้างตนว่าเป็นพระเมตไตรย ในทางพุทธศาสนามาอุบัติ ขณะเดียวกันในทางศาสนาเต๋าก็อ้างว่าตนเป็นปรมาจารย์จินกงมาจุติ ลู่จงอีเริ่มเผยแพร่ลัทธิในปี พ.ศ. 2449 ที่มณฑลซันตง ที่ซันตงลู่จงอี ได้รับศิษย์เอก 25 คน ต่อมาในปี พ.ศ.2468 ลู่จงอีถึงแก่กรรมอำนาจบริหารลัทธิจึงตกไปอยู่ในมือของลู่จงเจี๋ยผู้เป็นน้องสาว

ปีพ.ศ. 2473 จางจื้อหรัน (บ้างก็ว่าชื่อจางเทียนหรัน) 1 ใน 8 ศิษย์เอก (จาก25) ของลู่จงอีออกจากเมืองจี้หนิงอาศัยซันตงเป็นที่มั่นเผยแพร่ลัทธิอนุตตรธรรม อีกปีถัดมาในวันที่ 10 กรกฎาคม จางจื้อหรันอ้างว่าตนได้รับประกาศิตจากเหลาหมู่(เมื่อเข้ามาเผยแพร่ลัทธิ ในประเทศไทยเรียกว่าอนุตตรธรรมมารดา) ตั้งตนเป็นปรมาจารย์ รุ่นที่ 18 ทั้งที่ยังไม่ได้รับความเห็นชอบจากศิษย์เอกของลู่จงอีคนอื่นๆ ในปี พ.ศ. 2477 จางจื้อหรันไปเทียนจิน เพื่อทำการเผยแพร่ลัทธิทำให้เทียนจินเป็นฐานที่มั่นสำคัญของลัทธิอนุตตรธรรม ต่อมาในปี พ.ศ. 2479 เพราะเผยแพร่ลัทธิจึงถูกรัฐบาลประชาชนจีนสั่งจำคุกเป็นเวลาเกือบปี

หลังจากเสร็จสงครามระหว่างจีนกับญี่ปุ่น ลัทธิอนุตตรธรรมมีสานุศิษย์ทั่วประเทศจีน โดยเฉพาะที่ปักกิ่งนั้นมีสานุศิษย์กว่า 2 แสน และกว่า 1 แสน 4 หมื่นที่เทียนจิน รัฐบาลประชาชนจีนจึงตัดสินใจที่จะเป็นมิตรกับลัทธิอนุตตรธรรม ทว่าในวันที่ 29 กันยายน ปี พ.ศ. 2490 จางจื้อหรันซึ่งมีอายุได้ 58 ปี กลับเสียชีวิตลงอย่างกะทันหัน หลิวส้วยเจินและจางอิงอฺวี้ ภรรยา และบุตรชายของจางจื้อหรันเชื่อว่า เป็นฝีมือการวางยาพิษของญาติจางจื้อหรันที่ชื่อซุนฮุ่ยหมิง(ซุนฮุ่ยหมิงมีอีกชื่อว่าซุนซู่เจิน)

ส่วน "จางจื้อหรัน" คือ ธรรมาจารย์รุ่นที่ 18 คนก่อน ที่สงสัยว่าถูก "ซุนฮุ่ยหมิง" หรือ "ซุนซู่เจิน" วางยาพิษลอบฆ่า เพื่อชิงตำแหน่งลำดับธรรมาจารย์ที่ 18 แล้วไปลบชื่อออกจากสารบบ เนื่องจากสาวกของลัทธินี้ถูกสอนว่า ธรรมาจารย์จะมีได้เพียง 18 รุ่นเท่านั้น ไม่มีมากกว่านั้น นอกนั้นเป็นของปลอม

จางอิ่งอฺวี้และซุนฮุ่ยหมิงต่างแย่งชิงความเป็นใหญ่ในลัทธิอนุตตรธรรม ทำให้ลัทธิแตกออกเป็น ๒ ฝ่าย จางอิ่งอฺวี้ ยึดหังโจวเป็นฐานที่มั่นเรียกว่าฝ่ายตะวันออก ส่วนฝ่ายซุนฮุ่ยหมิงยึดเมืองเฉิงตูเป็นที่มั่น เรียกว่าฝ่ายตะวันตก จากนั้นซุนฮุ่ยหมิงประกาศคำสาบาน 5 ข้อคือ
1. ตัดขาดไม่นับขาดจางจื้อหรันเป็นอาจารย์
2. ไม่นับหลิวส้วยเจินเป็นอาจารย์แม่
3. ไม่นับจางอิงอฺวี้เป็นศิษย์พี่
4. จะไม่เอ่ยชื่อจางจื้อหรันในการเผยแพร่ลัทธิอีก
5. จะไม่กราบไหว้หลุมศพจางจื้อหรันที่หังโจว(ด้วยเหตุนี้ลัทธิอนุตตรธรรม จึงไม่เคยเอ่ยนามจางจื้อหรันหากแต่เอ่ยถึงเพียงลู่จงอีว่าเป็นปรมาจารย์ รวมทั้งที่มาเผยแพร่ในเมืองไทยด้วย)

ในปี พ.ศ. 2491 – 2492 ก่อนที่สาธารณรัฐประชาชนจีนจะถูกจัดตั้งขึ้นเป็นที่เรียบร้อย กองทัพปลดแอกออกประกาศสลายลัทธิต่างๆ ในขณะนั้นลัทธิอนุตตรธรรมขนาดใหญ่มากลัทธิหนึ่ง ปี พ.ศ . 2492 ซุนฮุ่ยหมิงหนีจากซื่อชวน (เสฉวน)ไปฮ่องกง ในปีเดียวกันเดือนกันยายนก็แอบกลับเข้าเมืองจีน อย่างลับๆ เพื่อร่วมงาน "จีนโพ้นทะเลกลับบ้านเกิด" จากนั้นแอบตระเวนเผยแพร่ลัทธิอย่างลับๆ ที่เทียนจิน (เทียนสิน), เป่ยจิง(ปักกิ่ง),จี้หนาน, หนานจิง (นานกิง), ซั่งไห่ (เซี่ยงไฮ้) ขณะที่เดือนกรกฎาคมปีนั้นเอง หลิวส้วยเจินภรรยาของจางจื้อหรันถูกจับกุมที่ซันตง

ในปี พ.ศ. 2492 พรรคคอมมิวนิสต์จีนประกาศจัดตั้งการปกครองในเขตต่างๆ ทำการโจมตีพรรคกว๋อหมินตั่ง (ก๊กมินตั๋ง) เพื่อให้มีส่วนแบ่งในอำนาจการปกครอง ลัทธิอนุตตรธรรมจึงประกาศสนับสนุนพรรคกว๋อหมินตั่ง (ก๊กมินตั๋ง) โดยในปี พ.ศ. 2493 มีการประกาศอย่างชัดเจนว่าจะให้การสนับสนุนพรรคกว๋อหมินตั่งให้จัดตั้งระบอบการปกครองใหม่

ในเดือนตุลาคม ปี พ.ศ. 2492 พรรคคอมมิวนิสต์จีนจัดตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน ประกาศว่าใครที่ใช้กิจกรรมทางศาสนาหรือลัทธิเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐถือเป็นกบฏต้องโทษประหาร ในการนี้มีคนมากมายถูกประหารหนึ่งในนั้นมีหลิวส้วยเจินและจางอิงอฺวี้ ภรรยาและบุตรชายของจางจื้อหรัน(จางอิงอฺวี้ถูกประหารในปี พ.ศ. 2496) วันที่ 18 ธันวาคมในปีเดียวกัน ผู้นำลัทธิอนุตตรธรรมกว่า 130 คน ถูกจับกุมที่ปักกิ่งในครั้งนั้นซุนฮุ่ยหมิง และจางอู่ฝูได้หนีไปฮ่องกง

ลัทธิอนุตตรธรรมเริ่มเผยแพร่จากเซี่ยงไฮ้และเทียนจินไปยังใต้หวันปี พ.ศ. 2489 อาศัยความสัมพันธ์ที่มีต่อพรรคกฺว๋อหมินตั่ง ซุนอุ่ยหมินจึงย้ายไปอยู่ใต้หวันในปี พ.ศ.2497 และเสียชีวิตลงในปี พ.ศ. 2518 ต่อมาในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2530 รัฐบาลไต้หวันประกาศให้ลัทธิอนุตตรธรรมเป็นลัทธิที่ถูกกฎหมาย

แต่ถึงแม้ไต้หวันจะอนุญาติให้ ลัทธิอนุตตรธรรม ตั้งลัทธิได้แต่ก็ชี้แจงศชัดเจนว่าเป็นเพียงลัทธิ ไม่ไช่ศาสนา  และไม่ไช่ศาสนาพุทธทั้งมหายานและเถรวาท  ไม่ไช๋เต๋า ไม่ไช่ขงจื่อ และไม่เกี่ยวข้องกับศาสนาใด ๆ ทั้งสิ้น

ส่วนในประเทศจีนบ้านเกิดซึ่งก็โดนรัฐบาลสั่งประหารและกวาดล้างจนไม่เหลือซากและตัดสินให้เป็นลัทธิผิดกฏหมายไปแล้ว  จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจว่าทำไมลัทธินี้จึงต้องอพยพไปอยู่ประเทศไต้หวันหรือจะเรียกว่า "หนีตาย" ก็ว่าได้ และก็ไม่แปลกที่ทำไมลัทธินี้จึงต้องเข้ามาเผยแพร่ต่อในเมื่องไทยขณะนี้

มีประวัติบางแห่งบันทึกว่า

เนื่องจาก "จางจื้อหรัน" ธรรมาจารย์รุ่นที่ 18 (คนเดิม) แต่งงานแล้วมีภรรยาชื่อ "หลิวส้วยเจิน" จางจื้อหรันเคยถูกทางการจีนจับขังคุกเป็นเวลานานร่วมปีในฐานเผยแพร่ลัทธิหลอกลวงประชาชน ต่อมาเมื่อพ้นคุกก็ต้องตายลงด้วยฝีมือซุนฮ่ยหมิง ส่วนหลิวส้วยเจินภรรยาและบุตรชายคือจางอิ่งอวี้ ถูกจับประหารชีวิตในระหว่างปี พ.ศ. 2492-2496 ทั้งนี้ "จางจื้อหรัน" "หลิวส้วยเจิน" และ "จางอิ่งอวี้" มีฐานะเป็น อาจารย์ อาจารย์แม่ และ ศิษย์ผู้พี่ของ "ซุนฮุ่ยหมิง"

ฉะนั้นเมื่อ "ซุนฮุ่ยหมิง" หรือ "ซุนซู่เจิน" ลอบวางยาฆ่าอาจารย์ตนเองโค่น "จางจื้อหรัน" ลงได้ จึงตั้งตนเองเป็นเจ้าลัทธิวิถีอนุตตรธรรม ธรรมาจารย์รุ่นที่ 18 แทน และเพื่อให้ผู้คนลืมเลือน สับสนในประวัติความเป็นมา เพื่อลบชื่อธรรมาจารย์คนเดิมออกจากความทรงจำ จึงตั้งสัตยาบรรณไม่นับญาติ ไม่เอ่ยนามถึงคนเดิมอีก แต่ตนเองเข้าสวมบทบาทประวัติศาสตร์ในระหว่างนั้นแทน อุปโลกมีสามีชื่อ "จางขุยเซิง" ขึ้นแทนชื่อจางจื้อหรัน และยังมีบันทึกไว้อีกว่า "จางขุยเซิง" เคยถูกทางการจีนจับขังคุกเกือบปีเหมือนชีวประวัติของจางจื้อหรันเช่นกันอีกด้วย


**จากภาพ**
หญิงซ้าย >> ธรรมาจารย์รุ่นที่ 18 ซุนซู่เจิน หรือ ซุนฮุ่ยหมิง หรือในลัทธินับถือเป็นซือหมู่ 
                       ผู้นี้แอบอ้างตนเป็นพระโพธิสัตว์จันทรปัญญามาเกิด
กลาง >> ธรรมาจารย์รุ่นที่ 17 ลู่จงอี ผู้นี้แอบอ้างตนเป็นพระศรีอารียเมตไตรในศาสนาพุทธ 
                ในขณะเดียวกันก็แอบอ้างตนเป็นจินกงแห่งเต๋า
ขวา >> ธรรมาจารย์รุ่นที่ 18 กงฉัง หรือ จางขุยเซิง หรือ เทียนหยาน หรือในลัทธินับถือเป็นซือจุน
              ผู้นี้แอบอ้างตนเป็นอรหันต์จี้กงมาเกิด

จากภาพบางคนสงสัยว่าเหตใดธรรมาจารย์รุ่นที่ 18 จึงมี 2 คน ก็ขอเพิ่มเติมว่า เดิมทีแล้วธรรมาจารย์รุ่นที่ 18 คือจางจื้อหรันซึ่งแอบอ้างว่ามีโองการสวรรค์จากพระอนุตตรธรรมมารดาและแต่งตั้งตัวเองขึ้นมาทั้ง ๆ ที่ไม่ได้รับความเห็นชอบจากผู้อื่นแต่เมื่อจางจื้อหรันถูกลอบสังหารจึงทำให้ ซุนฮุ่ยหมิง แต่งตั้งตนเองขึ้นมาเป็นธรรมาจารย์รุ่นที่ 18 แทนและลบชื่อของ จางจื้อหรัน ออกไปจากประวัติศาสตร์จากนั้นจึงยกสามีตนเองคือ จางขุยเซิงขึ้นมาเป็นธรรมาจารย์รุ่นที่ 18 คู่กันและได้แอบอ้างว่าพระแม่องค์ธรรมมารดามีโองการสวรรค์ให้ปกครองแบบสามสามีภรรยาคู่กันได้  แต่ในอีกแง่หนึ่งอาจเป็นเพราะว่าลัทธินี้ถูกทำนายและสั่งสอนกันมาตลอดว่าพงศาธรรมจะมีได้แค่ 18 รุ่นหลังจากนั้นจะเป็นของปลอมจึงทำให้ต้องตั้งธรรมาจารย์รุ่นที่ 18 ขึ้นมาคู่กันสองคนถ้าไม่เช่นนั้น จางขุยเซิงหรือเทียนหยานก็จะไม่มีโอกาศเป็นใหญ่

*ลัทธิเมตไตรมหามรรค (หมีเล่อต้าเต๋อ) แยกมาจากลัทธิอนุตตรธรรม ก่อตั้งโดย เฉินห้าวเต๋อ โดยนัยนั้นถือกันว่า เฉินห้าวเต๋อ เป็นผู้สืบทอดของ ซุนฮุ่ยหมิง ในส่วนของความเชื่อนั้น ลัทธิเมตไตรมหามรรคเหมือนกับลัทธิอนุตตรธรรมคือนับถือพระเมตไตรมหาโพธิสัตว์เป็นประธาน หากแต่ทำกิจกรรมแยกกันไม่เกี่ยวข้องกัน ลัทธิเมตไตรมหามรรคนี้มีการเผยแพร่ในประเทศไทยเช่นกัน

เนื่องจากลัทธิบุพพนภามรรค ลัทธินาคปุษปะ ลัทธิอนุตตรธรรม ลัทธิเมตไตรมหามรรค ต่างมีรากเหง้ามาจากที่เดียวกันคือลัทธิหลอจู่ ด้วยเหตุนี้คำสอนจึงคล้ายคลึงกัน คือผสมผสานระหว่าง พุทธ เต๋า ขงจื่อ และอ้างถึงพระเมตไตร และ อนุตตรธรรมมารดา(หวงหมู่หรือเหลาหมู่) อ้างพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ในพุทธศาสนาและเทพเจ้าต่าง ๆ ของเต๋าและขงจื่อ เพราะฉะนั้นหากท่านพบลัทธิอื่นที่สอนในแนวเดียวกับลัทธิอนุตตรธรรมแต่ไม่ไช้ชื่ออนุตตรธรรม ก็ให้สันนิษฐานคือกลุ่มแต่ละลัทธิเหล่านี้ที่แตกมาจากสายเดียวกันกับที่ได้กล่าวมาแล้วทั้งสิ้นเพียงแต่มาแตกออกเป็นหลายสาย
แต่ลัทธิเหล่านี้จะโจมตีกันเองว่าของตนนั้นของจริงส่วนลัทธิอื่นนั้นเลียนแบบหรือเป็นสายธรรมปลอม ความจริงให้ทราบไว้เถิดว่า ลัทธิอนุตตรธรรม ก็แตกมาจากลัทธิอื่นเช่นกันและลัทธิอื่นที่กล่าวหาว่าปลอมนั้นก็ล้วนเกิดจากเส้นสายเดียวกันทั้งสิ้น

*ลัทธิธรรมวิถีกวนอิม 
ก่อตั้งโดย ชิงไห่ อ้างว่าสามารถทำให้บรรลุธรรมได้อย่างฉับพลันมีแนวคิดจากการควบรวมศาสนาต่างๆ มีแนวทางคล้ายกับลัทธิอนุตตรธรรมเพราะแตกแขนงมาจากแหล่งเดียวกัน  โดยลัทธินี้จะใช้คำว่า ประทับจิต โดยมีแนวคิดดังนี้

แนวคิดของวิถีธรรมกวนอิม
แสงภายใน หรือ แสงของพระเจ้า ก็คือ แสง (light) แบบเดียวกับที่พูดถึงในคำว่า การรู้แจ้ง (Enlightenment) ความเข้มของแสงนี้สามารถจะมีได้ตั้งแต่ระดับแสงเรืองๆไปจนกระทั่งเป็นราวกับแสงที่สว่างเจิดจ้าของดวงอาทิตย์หลายล้านดวง และโดยอาศัยแสงและเสียงภายในนี่เอง ที่ทำให้เราได้รู้จักพระเจ้า  การประทับจิตเข้าสู่ธรรมวิถีกวนอิมไม่ได้เป็นพิธีที่ลึกลับ หรือพิธีการเข้าสู่ศาสนาใหม่แต่อย่างไรเลย ในระหว่างการประทับจิตจะมีการสอนเป็นการเฉพาะบางประการในการทำสมาธิถึงแสงภายในและเสียงภายใน  และท่านอาจารย์ชิงไห่จะเป็นผู้ถ่ายทอดธรรม รสชาติครั้งแรกสุดของการมีอยู่ของพระเจ้านี้จะถูกมอบให้ในความเงียบ ในการที่จะเปิดประตูนี้ให้แก่ท่านนั้นท่านอาจารย์ชิงไห่ไม่จำเป็นจะต้องอยู่ที่นั่นด้วยตนเองก็ได้ การถ่ายทอดนี้เป็นส่วนที่สำคัญของธรรมวิถี  แต่สำหรับเรื่องเทคนิควิธีการต่างๆ นั้นจะมีประโยชน์น้อยมากถ้าปราศจากพรของผู้เป็นอาจารย์ 
เนื่องจากว่าเราอาจจะได้ยินเสียงภายในและได้เห็นแสงภายในทันที ในขณะที่กำลังประทับจิต เหตุการณ์นี้บางครั้งจึงถูกเรียกว่าการรู้แจ้งฉับพลัน หรือ ในทันที
จากภาพ : อนุตตราจารย์ชิงให่



*อีกลัทธิหนึ่งคือ ลัทธินิยาย โดยการนำเอาตัวละครในวรรณคดีที่ไม่มีจริงมาอุปโลกน์เป็นเทพเจ้าต่าง ๆ เช่น ซุนอู้คง(ซุนหงอคง) หุนเหยวียนเจี้ยวจู่ หงจวินเหลาหมู่ ฯลฯ โดยความเชื่อเหล่านี้ยังมีในปัจจุบัน และที่สำคัญคือลัทธิอนุตตรธรรมเองก็นำเอาแนวทางนี้ไปปฏิบัติเช่นกันดังจะเห็นว่ามีการอุปโลกน์เทพเจ้าต่าง ๆ ขึ้นมาเช่นกันพูดง่าย ๆ ใครมีอะไรพี่แกเอากับเขาด้วยทั้งหมด

-------------------------------------------------------------------------------------------------


เพิ่มเติม : ในปัจจุบันลัทธิแอบอ้างศาสนาของชาวจีนทียังมีบทบาทได้แก่ ลัทธิพลังธรรมจักรหรือ
ฝ่าหลุนกง, ลัทธิอนุตตรธรรม ( ๒ลัทธินี้ปัจจุบันในประเทศจีนถือว่าผิดกฏหมายโดนประหารและสั่งกวาดล้างทั้งหมดแล้ว ), ลัทธิไตรมหามรรค(แตกมาจากลัทธิอนุตตรธรรม) , รวมทั้งวิถีกวนอิม ฯลฯ


ในทางของลัทธิฝ่าหลุนกงตั้งแต่ถูกรัฐบาลจีนกวาดล้างแต่ก็ยังหนีไปเผยแพร่ยังประเทศรอบข้างและยังมีบทบาทอยู่ต่างประเทศบางแห่งโดยได้พยายามที่จะเข้ามาเผยแพร่ในเมืองไทยเช่นกันแต่ยังทำได้ไม่สำเร็จเท่าไรเพราะยังไม่เป็นที่แพร่หลายนัก   ส่วนลัทธิอนุตตรธรรมนั้นเข้ามาใช้ประเทศไทยเผยแพร่ลัทธิได้สำเร็จแล้วโดยขณะนี้มีสถานธรรมของลัทธินี้อยู่มากมายในประเทศไทยโดยหากดูภายนอกอาจจะดูเหมือนวัดจีนทั่วไปทำให้หลายคนแยกไม่ออกคิดว่าเป็นศาสนาพุทธจนอาจหลงเข้าไป  






ลัทธิแอบอิงศาสนายังมีอีกมากมายนัก

       ขอบคุณ
       http://www.visitsurin.com/articles/138349/
       http://www.godsdirectcontact-thai.org/quanyin.htm
       http://www.yokipedia.com/vegetarian/117-2010-09-09-17-56-06