วันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

คำสอนเรื่องกินเจ



หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต สอนเรื่องการกินเจ 

เทศน์แก่พระอาจารย์อุ่น กลฺยาณธมฺโม ซึ่งเป็นลูกศิษย์ผู้ใหญ่
คนเรามันไม่ได้วิเศษเพราะการกินผักกินเนื้อนะ  แต่มันวิเศษด้วยการกินเพราะการพินิจพิจารณาโดยแยบคาย อันผักหญ้าเนื้อนั้นมันไม่ได้รู้เรื่องดี เรื่องชั่ว เหมือนคนเรา จิตเราดอก

พระธรรมคำสอนแง่หนักเบาต่างหาก ที่เรานำมาพินิจพิจารณา แล้วนำมาสอนตนจะทำให้เราดีขึ้นได้ เรื่องกิน อยู่หลับนอน อะไรๆ พระพุทธเจ้าพระองค์ก็ทรงบัญญัติไว้หมดแล้ว ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไรกับกินเจ ไม่กินเจ กินเนื้อ ไม่กินผัก กินแต่ผักไม่กินเนื้อ อันไหนกินได้ ฉันได้ ท่านก็บัญญัติไว้หมดแล้ว

ถ้าท่านคิดว่าการกินแต่ผักทำให้ท่านเลิศเลอเป็นผู้วิเศษขึ้นมาได้ อันนี้ผมก็สุดปัญญาที่จะสอนท่าน ถ้าการกินแต่ผักอย่างท่านว่า เป็นผู้บริสุทธิ์สิ้นกิเลสจบพรหมจรรย์ได้ มนุษย์ไม่ได้สิ้นกิเลสหรอกวัวควายเป็นต้นนั่นแหละมันจะสิ้นก่อน เพราะมันไม่ได้กินเนื้อ มันกินแต่ผักแต่หญ้า เต็มปากเต็มพุง มันกินแต่ผักแต่หญ้า ทำไมลูกมันถึงเต็มท้องไร่ทุ่งนา

ถ้าการกินแบบท่านว่าเป็นของเลิศ วัวควายมันเลิศก่อนแล้ว เพราะมันเกิดมามันก็กินแล้ว โดยไม่ต้องมีใครคอยสอน ถึงท่านกินยังไง มันก็ไม่เท่าวัวเท่าควายกินหรอก เพราะวัวควายมันปฏิเสธเนื้อโดยประการทั้งปวง กินแต่ผักแต่หญ้า

ถ้าจะกินเจ ฉันเจ กินผักไม่กินเนื้อ ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่การไปหาตำหนิคนโน้นคนนี้ว่า กินเนื้อเป็นเปรตเป็นผี มันไม่สมควร แล้วก็มาหลงตน ยกยอตนว่าเป็นผู้ประเสริฐกว่าคนอื่นเขา ท่านดูใจของท่านเองก็ได้นี่ ว่ามันประเสริฐตรงไหนหรือยัง ถ้ายังไม่ประเสริฐให้รีบแก้ราคะ โทสะ โมหะ ที่เผาหัวอยู่นั่นล่ะ มันเป็นสิ่งที่ท่านต้องแก้เสียโดยเร็วพลัน ไม่ใช่วัน ๆ เที่ยวแต่ชวนหาคนมากินผัก ไอ้ผักนั้นผมก็กิน

คนเรามันประเสริฐเลิศได้ด้วยความประพฤติ มิใช่เพราะการกิน ส่วนเรื่องการกินเป็นเรื่องรอง ๆ อย่าเอามาเป็นเรื่องเอก ท่านจะกินก็กินเถอะเจ ผักของท่านนั้น ผมไม่เอาด้วยหรอก"

... เมื่อท่านพูดจบลง คณะญาติโยมที่มาด้วยเงียบกริบ มองตากันปริบ ๆ ไม่มีใครกล้าพูดกล้าแสดงอะไรอีก บางคนคงจะรู้สึกว่า เหมือนฟ้ามันผ่าลงที่กบาลฤดูแล้ง บางคนก็คงจะเห็นเหตุผล ที่ท่านแสดงอย่างคมคาย แต่สำหรับบางคนที่จิตใจไม่ยอมรับความาจริง ก็ถือว่าเป็นกรรมของสัตว์ไป

ที่มา : จากประวัติ หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท
พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ริ้วห่อทอง

--------------------------------------------------------

พระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ

สนทนากับพระครูวิลาศกาญจนธรรม

ถาม : นอกจากการห้ามฆ่าสัตว์แล้วทำไมไม่ห้ามกินสัตว์ด้วย เพราะเป็นการสนับสนุนทางอ้อม ?
ตอบ : ถ้าหากว่าคุณไปสั่งเขาทำจะเป็นการสนับสนุน ถ้าหากว่าคุณไม่ได้สั่งเขา อย่างไรเขาก็ทำอยู่แล้ว ทำไม พระพุทธเจ้า ไม่ห้าม ? เพราะว่า คนไม่ใช่สัตว์กินพืช อย่างไรส่วนของเนื้อยังมีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิต เพียงแต่ว่าให้เป็น ปวัตตะมังสะ คือ เนื้อสัตว์ที่เขาค้าขายกันทั่วไป ถ้าเป็น อุทิสมังสะ ไปเจาะจงสั่งเมื่อไรก็เฮงเมื่อนั้น

เราไม่กินเนื้อสัตว์ เขาก็ยังฆ่ากันอยู่อย่างนั้น ครอบครัวเราไม่กินเนื้อสัตว์ เขาก็ยังฆ่ากันอยู่อย่างนั้น เมืองเราทั้งเมืองไม่กินเนื้อสัตว์ เขาก็ยังฆ่ากันอยู่อย่างนั้น เพราะฉะนั้น..คุณไม่สามารถจะแก้ไขการดำรงชีวิตของมนุษย์ได้ แต่ว่าสามารถที่จะสร้างกรรมให้น้อยที่สุดได้ 

หรือจะเอาอย่างทิเบตก็ได้ สมัยก่อนทิเบตไม่กินเนื้อสัตว์ รอจนกระทั่งสัตว์ตายก่อนถึงจะเอามาเป็นอาหาร แต่พอตอนหลังพวกอิสลามเข้าไปอยู่ในทิเบตจึงมีการฆ่าสัตว์ คนทิเบตก็ไปเอาเนื้อที่เขาฆ่าแล้วมากินได้


ที่มา> (พระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ)เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนเมษายน ๒๕๕๕
--------------------------------------------------------
หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

ธรรมะของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล เนื่องในโอกาสกินเจ

***เรื่องกิน
กระผมได้ปฏิบัติทางจิตมานาน ก็พอมีความสงบอยู่บ้างแต่มีปัญหาทางอาหารบริโภคเนื้อสัตว์ คือ เพียงแต่เห็นก็นึกเวทนาไปถึงเจ้าของเนื้อนั้น ว่าเขาต้องสูญเสียชีวิตเพื่อเราผู้บริโภคแท้ ๆคล้ายกับว่าเราผู้ปฏิบัติจะขาดเมตตามากไป เมื่อเกิดความกังวลใจเช่นนี้ ก็ทำความสงบใจได้ยาก ฯ

หลวงปู่ว่า
"ภิกษุจะบริโภคปัจจัยสี่ต้องพิจารณาเสียก่อน เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่า การกินเนื้อสัตว์ คล้ายเป็นการเบียดเบียนและขาดเมตตาต่อสัตว์ ก็ให้งดเว้นการฉันเนื้อเสีย พากันฉันอาหารเจต่อไป"

--------------------------------------------------------------------------------

***เรื่องกินมีอีก
สมัยต่อมาประมาณสี่เดือน ภิกษุกลุ่มนั้นมากราบเรียนหลวงปู่อีกหลังจากออกพรรษาแล้ว บอกว่าพวกกระผมฉันเจมาตลอดพรรษาด้วยความยากลำบากยิ่ง เพราะญาติโยมแถวบ้านโคกกลางอำเภอปราสาทนั้น ไม่มีใครรู้เรื่องอาหารเจเลย ลำบากด้วยการแสวงหาและลำบากแก่ญาติโยมผู้อุปัฏฐาก บางรูปถึงสุขภาพไม่ดี บางรูปเกือบไม่พ้น พรรษา การทำความเพียรก็ไม่เต็มที่เท่าที่ควร ฯ


หลวงปู่ว่า
"ภิกษุเมื่อจะบริโภคปัจจัยสี่ต้องพิจารณาเสียก่อน ครั้นเมื่อพิจารณาแล้ว เห็นว่าอาหารที่ตั้งอยู่เฉพาะหน้านี้แม้จะมีผักบ้าง เนื้อบ้างปลาบ้าง ข้าวสุกบ้าง แต่ก็เป็นของบริสุทธิ์โดยส่วนสาม คือ ไม่ได้เห็นไม่ได้ยิน และเขาไม่ได้ฆ่าเพื่อเจาะจงเรา และเราก็แสวงหามาโดยชอบธรรมแล้ว ญาติโยมเขาก็ถวายด้วยศรัทธาเลื่อมใสแล้ว ก็พึงบริโภคอาหารนั้นไป ครูบาอาจารย์ของเราท่านก็ปฏิบัติอย่างนี้มาแล้วเหมือนกัน"

--------------------------------------------------------------------------------

***เรื่องกินยังไม่จบ...?
เมื่อวันแรม 2 ค่ำเดือน 3 พ.ศ. 2522 หลวงปู่พักอยู่ที่วัดป่าประโคนชัย เวลา 2 ทุ่มผ่านไปแล้ว มีภิกษุกลุ่มหนึ่ง ซึ่งชอบเดินธุดงค์ไปตามที่ชุมนุมต่างๆ ได้แวะเข้าไปพักที่วัดป่านั้นด้วย ฯหลังจากแสดงความคารวะตามสมณวิสัยแล้ว ก็กล่าวถึงจุดเด่นที่เขายึดถือเป็นหลักปฏิบัติว่า ผู้บริโภคเนื้อสัตว์คือผู้สนับสนุนให้คนฆ่าสัตว์ ผู้บริโภคผักมีจิตเมตตาสูง สามารถพิสูจน์ได้ว่า เมื่อหันไปบริโภคผักแล้ว จิตใจสงบเย็นดีขึ้น ฯ

หลวงปู่ว่า
"ดีทีเดียวแหละ ท่านผู้ใดสามารถฉันมังสวิรัติได้ก็เป็นการดีมากขออนุโมทนาสาธุด้วย ส่วนท่านที่ยังฉันมังสะอยู่ หากมังสะเหล่านั้นเป็น ของบริสุทธิ์โดยส่วนสาม คือไม่ได้เห็น ไม่ได้ยิน ไม่สงสัยว่าเขาเจาะจง ได้มาด้วยความบริสุทธิ์แล้ว ก็ไม่ผิดธรรมผิดวินัยแต่อย่างใด
อนึ่งที่ว่าจิตใจสงบเยือกเย็นดีนั้น ก็เป็นผลเกิดขึ้นจากพลังการตั้งใจปฏิบัติให้ ถูกต้องตามพระธรรมวินัย ไม่เกี่ยวกับอาหารใหม่อาหารเก่า ที่อยู่ในท้องเลย"



สรุปคือ....การจะกินเนื้อหรือกินเจ ก็ไม่มีผลอะไรกับการปฏิบัติภาวนา

--------------------------------------------------------

หลวงปู่ชา สุภัทโท

หลวงปู่ชาเทศน์เรื่องกินเจ

กินเจ...กินเนื้อ - "กบ" กับ "คางคก" 
พระโพธิญาณเถร(หลวงพ่อชา สุภัทโท)วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี

วันหนึ่งมีคนมาถามหลวงพ่อชาเกี่ยวกับเรื่องการกินเจกับการกินอาหารเนื้ออาหารปลาต่างกันอย่างไรอย่างไหนถูก อย่างไหนผิด
เพราะปัจจุบันมีสำนักปฏิบัติที่ถือข้อวัตรปฏิบัติต่างกันมากมายหลายแห่ง บางแห่งถือว่าการกินเนื้อสัตว์เป็นบาปเป็นกรรมร่วมเพราะเท่ากับเป็นการยุให้เขาฆ่าสัตว์ ที่นั้นจะต้องถือมังสวิรัติ เว้นการฉันเนื้อฉันปลาอย่างเด็ดขาด

บางแห่งว่าการกินเจเป็นข้อวัตรของเทวทัตที่เคร่งครัดเกินไปจนพระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาต เขาจึงสงสัยว่าอย่างไรจะถูกอย่างไรจะผิดในระหว่างข้อวัตรปฏิบัติทั้งสองแบบนี้

***หลวงปู่ชาตอบว่า

“เหมือนกบกับคางคกนั่นแหละ 
โยมว่ากบกับคางคกอย่างไหนมันดีกว่ากัน

ความจริงแล้ว พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ฉันอะไร ไม่ได้เป็นอะไร ในจิตของท่านไม่มีอะไรเป็นอะไรอีกแล้ว การบริโภคอาหารเป็นสักแต่ว่า เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงร่างกายพอให้คงอยู่ได้ท่านไม่ให้ติดในรสชาติของอาหาร ไม่ให้ติดอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่าง 

ให้รู้จักประมาณในการบริโภคไม่ให้บริโภคด้วยตัณหา นี่เรียกว่า พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ฉันอะไรไม่มีอะไร ไม่เป็นอะไรแล้ว 

ถ้าคนกินเนื้อไปติดอยู่ในรสชาติของเนื้อ นั่นเป็นตัณหา

ถ้าคนไม่กินเนื้อ พอเห็นคนอื่นกินเนื้อ 
ก็รังเกียจและโกรธเขา ไปด่าว่านินทาเขา
เอาความชั่วของเขาไปไว้ในใจตัวเอง 
นั่นก็เป็นคนโง่กว่าเขา 
ทำไปตามอำนาจของตัณหาเหมือนกัน 

การที่เราไปโกรธเกลียดเขานั้น มันก็คือผีที่สิงอยูในใจเรา 
เขากินเนื้อเป็นบาปเราโกรธเขา เราก็เป็นผีเป็นบาปอีกเหมือนกัน 

มันยังเป็นสัตว์อยู่ทั้งสองฝ่าย ยังไม่เป็นธรรมะ 
อาตมาจึงว่าเหมือนกบกับคางคก” 

“แต่ทางที่ถูกนั้น ใครจะกินอะไรก็กินไป แต่ให้มีธรรมะ

คนกินเนื้อ ก็อย่าเห็นแก่ปากปากท้อง 
อย่าเห็นแก่ความเอร็ดอร่อยจนเกินไป อย่าถึงกับฆ่าเขากิน 

ส่วนคนกินเจก็ให้เชื่อมั่นในข้อวัตรของตัวเอง 
เห็นคนอื่นกินเนื้ออย่าไปโกรธเขา รักษาตัวเราไว้ 
อย่าให้คิดอยูในการกระทำภายนอก 

พระเณรในวัดนี้ของอาตมาก็เหมือนกัน 
องค์ไหนจะถือข้อวัตรฉันเจก็ถือไป 
องค์ไหนจะฉันธรรมดาตามมีตามได้ก็ถือไป 
แต่อย่าทะเลาะกัน อย่ามองกันในเง่ร้าย 
อาตมาสอนอย่างนี้
ท่านก็อยู่ไปด้วยกันได้ ไม่เห็นมีอะไร 

ให้เข้าใจว่าธรรมะที่แท้นั้น เราจะเข้าถึงได้ด้วยปัญญา 
ทางปฏิบัติที่ถูกก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา 
ถ้าเราสำรวมอินทรีย์คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจไว้ดีแล้ว จิตก็จะสงบ 
และปัญญาความรู้เท่าทันสภาพของสังขารทั้งหลาย ก็จะเกิดขึ้น 
จิตใจก็เบื่อหน่ายจากสิ่งที่น่ารักน่าใคร่ทั้งหลาย วิมุตตก็เกิดขึ้นเท่านั้น”

(คัดลอกบางตอนมาจาก “ใต้ร่มโพธิญาณ” ใน ข่าวสารกัลยาณธรรม
ปีที่ ๕ ฉบับที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๕๓ , หน้า ๕๔-๕๕)


--------------------------------------------------------


หลวงปู่แหวนเทศน์เรื่องกินเ

..ธรรมะวันพระแรก..ของเทศกาลถือศีลกินเจ...
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ วัดดอยแม่ปั๋ง เชียงใหม่ เมตตากรุณาสั่งสอนไว้ว่า "การ เจริญสติบำเพ็ญภาวนาเท่านั้นถึงจะบรรลุพระอรหันต์ได้ การตัดกิเลสตัณหาต้องใช้พระกรรมฐานเท่านั้น พระกรรมฐานมีให้เลือกตั้งสี่สิบกอง" 

ในอดีตมีคนเคยมาชวนหลวงปู่ฉันเจ ฝ่ายหลวงปู่ท่านตอบว่า
"ถ้ากินเจมันประเสริฐเป็นบุญใหญ่นัก วัว ควาย ก็คงเป็นพระอรหันต์หมดแล้ว คนเราจะกินอะไรไม่สำคัญ สำคัญที่ว่ากิเลสตัณหาตัดได้หรือเปล่า แล้วการกินเจก็ไม่ช่วยให้กิเลสตัณหาลดลง แต่ถ้าจะกินเพื่อสุขภาพละก็อนุโมทนา แต่การกินเจไม่ช่วยให้พ้นนรกได้หรอก คนกินเจลงนรกก็เยอะแยะ เพราะกิเลสตัณหายังเต็มหัวมันอยู่"

ท่าน ดูใจของท่านเองก็ได้นี่ ว่ามันประเสริฐตรงไหนหรือยัง ถ้ายังไม่ประเสริฐให้รีบแก้ ราคะ โทสะ โมหะ ที่เผาหัวอยู่นั่นล่ะ มันเป็นสิ่งที่ท่านต้องแก้เสียโดยเร็วพลัน ไม่ใช่วัน ๆ เที่ยวแต่ชวนหาคนมากินผัก ไอ้ผักนั้นผมก็กิน คนเรามันประเสริฐเลิศได้ด้วยความประพฤติ มิใช่เพราะการกิน ถึงกินเจตลอดชีวิต แต่ไม่ทำทาน ไม่รักษาศีล ไม่เจริญภาวนา ก็กินเจเสียเปล่า หาประโยชน์มิได้ แล้วยังไม่ช่วยให้ตัวเองพ้นจากขุมนรก

ในสมัยพุทธกาล พระเทวทัตตั้งตัวเองเป็นศาสดาแล้วตั้งโกหัญญกรรม ๕ ประการคือ
๑. ให้อยู่ในเสนาสนะป่า ตลอดชีวิต ห้ามตั้งวัด ห้ามเข้าเมืองเลย
๒. ให้ถือบิณฑบาต ตลอดชีวิต อาหารที่มีคนมาถวายหลังบิณฑบาตให้ทิ้งให้หมด
๓. ให้ทรงผ้าบังสุกุล คือผ้าที่เขาทิ้งแล้วและผ้าเนื้อเลว ตลอดชีวิต ผ้าเนื้อดีเผาทิ้งให้หมด
๔. ให้อยู่โคนไม้ ห้านนอน ตลอดชีวิต
๕. ให้งดฉันมังสาหาร คือห้ามกินเนื้อ ตลอดชีวิต

พระพุทธองค์บรมศาสดาไม่ทรงอนุญาต ตรัสว่า "ไม่ควร ควรให้ปฎิบัติได้ตามศรัทธา" ด้วยทรงเห็นว่า ยากแก่การปฎิบัติ เป็นการเกินพอดีไม่เป็นทางสายกลาง พระเทวทัตจึงโจทก์โทษพระบรมศาสดา ประกาศว่า คำสอนของตนประเสริฐกว่า คนที่มีปัญญาบารมีน้อยหลงเชื่อ ยอมทำตนเข้าเป็นสาวก ครั้นพระเทวทัตได้ภิกษุยอมเข้าเป็นบริษัทของตนแล้ว ก็พยายามทำสังฆเภท ตั้งตัวเป็นศาสดาเสียเอง แล้วท้ายที่สุด พระเทวทัตก็โดนธรณีสูบ ไหม้อยู่ที่อเวจีมหานรก..


--------------------------------------------------------

ปัญหาการบริโภคเนื้อสัตว์ โดยหลวงพ่อฤาษีลิงดำ 

ผู้ถาม : " เรื่องการถวายอาหารพระนะครับหลวงพ่อ เวลาอุบาสิกานำอาหารไปถวายพระ แล้วก็เอาอาหารพวกเนื้อสัตว์ไปถวาย จะบาปไหมครับ...? " 
หลวงพ่อ : " ถามไม่ละเอียดนี่ อาตมาตอบไม่บาปเลยก็ได้ คือ เนื้อสัตว์ที่เขาฆ่าแล้วและไปซื้อมา เราไปบังคับให้เขาฆ่าเมื่อไรละ ใช่ไหม...? " 

ผู้ถาม : " ถ้าเราไม่กินเขาก็ไม่ฆ่า " 
หลวงพ่อ : " ถ้าเขาไม่ฆ่าเราก็ไม่ซื้อ เราไม่ซื้อเขาก็ฆ่า เราไม่ซื้อคนอื่นซื้อ เขาก็ฆ่า ถ้าเราสั่งให้เขาฆ่าซิ "วันนี้ไก่ ๓ ตัวนะ" "วันนี้ขอหมูให้ฉัน ๑ ขานะ" "พรุ่งนี้จะแต่งลูกสาว เอาวัว ๓ ตัว หมู๓ ตัวนะ" อย่างนี้บาป ตั้งแต่เริ่มสั่ง พระยายมบันทึกแล้ว บันทึกตั้งแต่สั่งแล้ว ถ้าตายไปก่อน รับวัวรับหมูนะ ลงเลย " 

ผู้ถาม : " ก็หมายความว่าบาปเฉพาะ คนสั่งฆ่า กับ คนฆ่า...! " 
หลวงพ่อ : " คนไหนฆ่าสัตว์คนนั้นก็บาป คนไหนสั่งคนนั้นก็บาป เราซื้อที่เขาฆ่ามาขาย กินเท่าไรเราก็ไม่บาป เพราะไม่เป็นบาปพระพุทธเจ้าจึงไม่ห้าม ที่ไม่ห้ามเพราะว่าเขาฆ่าเป็นปกติอยู่แล้ว
คำว่า บาป นี้แปลว่า ชั่ว บุญ แปลว่า ดี ทำชั่วแปลว่าบาป ทำดีเรียกว่าบุญ ทีนี้ชีวิตเขามีอยู่เราไปฆ่าเขา ชีวิตของเรา เราก็ไม่ต้องการให้คนอื่นเขาฆ่า ถ้าเราไปฆ่าเขาเราก็เป็นคนชั่ว ฉะนั้นถ้าเขาไปฆ่ามาแล้ว เราไปซื้อกิน อันนี้ไม่ชั่วเพราะไม่ได้สั่งให้เขาฆ่า แต่ว่าถ้าเอาเนื้อมาแล้วบอก "เฮ้ย พรุ่งนี้เพิ่มหน่อยซีเว้ย" ทีนี้เอาแน่ ต้องว่ากันอย่างนี้นะ " 

ผู้ถาม : " มีคนเขาบอกว่า การฆ่าสัตว์ คนฆ่าไม่บาปเท่าไรแต่คนกินบาป และเขายังบอกอีกว่า ถ้าไม่กินแล้วใครจะฆ่า " 
หลวงพ่อ : " คิดเอาเองมากกว่า คนกินเขาไม่ได้สั่งให้ฆ่า นี่เขาฆ่าขาย ถ้ามีขายเขาก็ซื้อกิน จะไปโทษคนกินเขาไม่ได้หรอก ถ้าคนกินสั่งให้เขาฆ่าอันนี้จึงบาป ไม่งั้นพระพุทธเจ้าคงจะห้ามพระฉันเนึ้อสัตว์ นี่เขาว่ากันเอาเอง ไม่ถูกหลักเกณฑ์อะไรหรอก พระพุทธเจ้าตรัสว่า 

"เจตนาหัง ภิกขเว กัมมัง วทามิ" 
"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราถือเจตนาเป็นตัวกรรม" 

เจตนา แปลว่า ตั้งใจ ถ้าตั้งใจคิดจะฆ่าแล้วลงมือฆ่าอันนี้บาปแน่ " 

ผู้ถาม : " ถ้ารับประทาน อาหารมังสวิรัติ จะตัดกิเลสได้ หรือเปล่าคะ...? " 
หลวงพ่อ : " ถ้าตัดได้จริง พระพุทธเจ้าคงยอมตามที่พระเทวทัตขอพรแล้ว ฉันลองมา ๓ ปี เมื่อบวชใหม่ ๆ ฉันไม่กินเนื้อสัตว์ด้วย แล้วฉันหนเดียวด้วย และฉันไม่บอกชาวบ้านด้วย ถ้าบอก ชาวบ้านก็ต้องทำอาหารลำบาก ก็ไปบิณฑบาตธรรมดา แต่เนื้อสัตว์เราไม่กิน บางวันไม่มีอะไรมาให้เลย ก็กินเกลือกับหัวหอมกินผักเป็นอาหาร ลองมา ๓ ปี ไม่เห็นกิเลสมันลดเลย แต่ว่าถ้าไม่กินได้นี่ดีนะ ฉันสรรเสริญ ถ้าเป็นฆราวาสนะ เพราะว่าจะได้ไม่กังวลเรื่องเนื้อสัตว์ จิตของเราก็ตัดบาปไปจุดหนึ่ง ใช่ไหม ... 
ในปฐมบัญญัติของสิกขาบท สังฆาทิเสส ข้อที่ ๑๐ มีเรื่องเล่าว่า พระเทวทัตเข้าไปหาพระโกกาลิกะ โอ้โฮ ... นี่อยู่อเวจีทั้งคู่ ใครไปอเวจี ไปมอง ๆ ดูนะ พระเทวทัตยีนกางแขนกางขา โกกาลิกะนั่งชันเข่า หอกเสียบสบาย ๆ แล้วก็พระกฏโมรกติสสกสะ พระที่เป็นบุตรของนางขัณฑเทวี และ พระสมุทททัต ชักชวนให้พระสงฆ์แตกกัน ใครบ้างล่ะ ... พระเทวทัต เป็นหัวหน้าโจก โกกาลิกะ รองประธาน พระกฏโมรกติสสกสะ และ พระสมุทททัตชักชวนให้สงฆ์แตกกัน พร้อมทั้งบอกแผนการที่จะเสนอแผนการให้เคร่งครัดยิ่งขึ้น มี ๕ ข้อ ซึ่งเข้าใจว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงไม่อนุญาต และตนจะนำข้อเสนอขึ้นประกาศแก่มหาชน 

ข้อเสนอ ๕ ข้อนั้น คือ อันนี้ฟังให้ดีนะ ข้อนี้ดีมาก เวลานี้คนที่ปฎิบัติผิดมีเยอะ ไปหลงผิดว่าที่เราทำนี่ดีนี่หว่า ข้อเสนอของพระเทวทัต ๕ ข้อ เวลานี้พระสาวกของพระเทวทัตก็มีเยอะเหมือนกัน ถือว่า ๕ ข้อ ที่พระเทวทัตขออนุญาตนี้ นึกว่าเป็นของดีกันนัก สงสารชาวบ้าน ข้อเสนอของเทวทัต ๕ ข้อ คือ 

๑. ภิกษุพึงอยู่ป่าตลอดชีวิต เข้าละแวกบ้าน ต้องมีโทษ หมายความว่า พระทุกองค์ที่บวชแล้ว ห้ามเข้าหมู่บ้านโดยเด็ดขาด ต้องอยู่เฉพาะในป่า ห้ามโผล่หน้าเข้ามาในบ้าน 

๒. ภิกษุถือบิณฑบาตเป็นวัตรตลอดชีวิต เป็นวัตร หมายถึง ปฎิบัติ ต้องบิณฑบาตตลอดชีวิต ผู้ใดรับนิมนต์ไปฉันตามบ้านต้องมีโทษ นี้เป็นความต้องการของพระเทวทัต รู้แล้วว่าทำไม่ได้ แต่แกล้งขอ 

๓. ภิกษุพึงใช้ผ้าบังสุกุล หมายความว่าผ้าเปื้อนฝุ่น ผ้าเศษผ้าที่เขาทิ้งตามกองขยะบ้าง ตามที่ต่าง ๆ บ้าง ตามที่เขาพันผีไว้บ้าง นำมาซัก นำมาย้อม มาปะติดปะต่อเป็นจีวรจนตลอดชีวิต ผู้ใดรับจีวรที่ชาวบ้านถวายต้องมีโทษ 

๔. ภิกษุพึงอยู่โคนไม้ตลอดชีวิต ผู้ใดเข้าที่มุงที่บังที่มีหลังคาต้องมีโทษ 

๕. ภิกษุไม่พึงฉันเนึ้อสัตว์ ผู้ใดฉันต้องมีโทษ 

เห็นไหม ... การขอนี่เขาขอเพื่อเป็นการลบล้างไม่ใช่ทำได้ ภิกษุเหล่านั้นเห็นมีทางชนะร่วมด้วยว่า พระพุทธเจ้าแพ้แหง ๆ พระเทวทัตต้องชนะการเสนอญัตติแบบนี้ พระเทวทัตจึงได้เข้าไปเฝ้าสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า กราบทูลข้อเสนอ ๕ ประการนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า 

"ดูก่อน เทวทัต ผู้ใดปรารถนาจะอยู่ป่า ก็จงอยู่ป่า 
ผู้ใดปรารถนาจะอยู่ในละแวกบ้าน ก็จงอยู่ในละแวกบ้าน 
ผู้ใดปรารถนาจะเที่ยวบิณฑบาต ก็จงเที่ยวบิณฑบาต 
ผู้ใดปรารถนาจะใช้ผ้าบังสุกุล ก็จงใช้ผ้าบังสุกุล 
ผู้ใดปรารถนาจะใช้ผ้าไตวจีวรจากฆราวาสถวาย ก็จงรับได้ 
เราอนุญูาตที่นอนที่นั่ง ณ โคนไม้ตลอด ๘ เดือน หมายความว่าที่ไม่ใช่ฤดูฝน เป็นฤดูหนาว หรือฤดูแล้ง ถ้าจะไปยังงั้นก็ได้ 

เราอนุญาตเนื้อสัตว์ที่บริสุทธิ์โดย ๓ ส่วน คือ 
๑. ไม่ได้เห็นเขาฆ่า 
๒. ไม่ได้ยินเขาฆ่าเพื่อถวายพระ 
๓. ไม่ได้รังเกียจคิดว่า เนื้อสัตว์นึ้น่ากลัวเขาฆ่าเพื่อเรา เช่น เขาฆ่าเจาะจงเพื่อจะให้ภิกษุบริโภค 

พระเทวทัตดีใจที่พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ยอมรับสมเจตนาจึงได้เที่ยวประกาศให้เห็นว่า พระพุทธเจ้าไม่ยอมอนุญาตข้อเสนอที่ดีของตน ทำให้คนที่มีปัญญาทราม คนไร้ปัญญูาบางคนเห็นว่า พระสมณโคดมเป็นผู้มักมาก

โอ้โฮ ... ดีจริง ๆ นะ พระผู้มีพระภาคเจ้ามักมากแล้วใครจะมักน้อยอีก แต่คนที่เข้าใจเรื่องดี กลับติเตียนพระเทวทัตเอาแล้วซิ ... นี่พระไม่ดีทำให้ชาวบ้านแตกกัน ความทราบถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงได้เรียกประชุมสงฆ์ ไต่สวนพระเทวทัตเป็นสัตย์แล้ว จึงได้ทรงติเตียนและทรงบัญญัติสิกขาบทว่า 

"ห้ามภิกษุพากเพียรเพื่อทำลายสงฆ์ให้แตกกัน เมื่อภิกษุอื่นห้ามไม่ฟัง ภิกษุทั้งหลายพึงสวดประกาศเป็นการสงฆ์เพื่อเลิกข้อประพฤตินั้นเสีย ถ้าสวดถึง ๓ วาระยังไม่เลิก ต้องอาบัติสังฆาทิเสส" 

จำไว้ให้ดีนะ นี่บท ๕ ข้อนี้ ทวนเสียอีกทีนะ 

๑. ภิกษุพึงอยู่ป่าตลอดชีวิต เข้าละแวกบ้านต้องมีโทษใครเขาจะทำ 
๒. ภิกษุพึงถือบิณฑบาตเป็นวัตรตลอดชีวิต ถูกรับนิมนต์ฉันตามบ้านต้องมีโทษ 
๓. ภิกษุพึงใช้ผ้าบังสุกุล คือ ผ้าเปื้อนฝุ่น ผ้าเศษผ้าที่เขากองทิ้งไว้ หรือผ้าห่อผีห่อคนตายตลอดชีวิต ถ้ารับผ้าที่เขาถวายต้องมีโทษ 
๔. ภิกษุต้องอยู่โคนไม้ตลอดชีวิต ตลอดฤดูน้ำฤดูฝนไม่รู้ ถ้าเข้าบ้านที่มีหลังคาต้องมีโทษ 
๕. ภิกษุไม่ฉันเนื้อสัตว์ ผู้ใดฉันมีโทษ 

ทั้ง ๕ ข้อนี้พระพุทธเจ้าไม่อนุญาตนะ 

เมื่อเห็นคนด้วยเมื่อเจอะพระเขาทำอย่างนี้นะละก็ญาติโยม อย่าถือว่าเขาเป็นคนเคร่งครัดนะ ต้องถือว่าเขาเป็นคนละเมิดพระดำรัสสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็แล้วกัน ... " 

ผู้ถาม : " กระผมเป็นฆราวาสกินอาหารมื้อเดียว ทำอย่างนี้โดยตลอด ไม่ทราบว่าจะมีอานิสงส์เป็นไปข้างหน้าอย่างไรครับ ... ? " 
หลวงพ่อ : " อานิสงส์ปัจจุบัน คือ 
๑. เปลืองอาหารน้อย เพราะกินเวลาเดียว 
๒. มีเวลาทำงานมากขึ้น ข้างหน้าต่อไปอานิสงส์ใหญ่ คือตาย 

... ก็แค่กินเวลาเดียวยังวัดฐานะอะไรไม่ได้เลย อย่าไปนึกว่ามันดีเด่นกับใครเขานะ กินเวลาเดียว กิน ๒ เวลา กิน ๓ เวลา มีความหมายเสมอกัน สำคัญว่า "ใจตัดกิเลสได้หรือเปล่า" เขาเอากันตรงนั้น ถ้าถือแค่กินนี่มันเป็นมานะทิฏฐิ เป็นกิเลสหยาบมาก อีกอย่างหนึ่งตายเร็วมาก อย่าไปนึกว่าดีนะ และถ้านั่งคุยว่านี่ฉันกินเวลาเดียว เสร็จเลย โอ้อวด นี่เป็นมานะกิเลสพังเลย " 

ผู้ถาม : " อย่างนี้แทนที่จะไปดี ก็เลยไป... " 
หลวงพ่อ : " ก็ไปดี หมายความว่าก่อนจะไปก็เปลืองน้อย เพราะฉะนั้นอย่าถือเป็นเรื่องสำคัญนะ กินเวลาเดียว ๒ เวลา กินเนื้อสัตว์ ไม่กินเนื้อสัตว์ นี่ อย่านะ อย่าถือเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าคนที่ไม่กินเนื้อสัตว์ต้องตอบอย่าง หลวงปู่แหวน เคยมีคนมาเล่าให้ฟัง มีคนหนึ่งแกบอกหลวงปู่แหวนว่า 
"เวลานี้ผมถือมังสวิรัติครับ ไม่กินเนื้อสัตว์" 

หลวงปู่แหวนท่านบอก 

"วัวควายกินหญู้าตั้งนาน ไม่เห็นเป็นพระอรหันต์ซักตัว" 

ตอบนำสมัย ไม่ไช่ทันสมัย ถ้าเรื่องเป็นความจริงตามนั้น แต่การกินไม่มีความหมายในการปฎิบัติ แต่ปฎิบัติจริง ๆ มันขึ้นอยู่กับ 
๑. เข้าถึงสะเก็ดพระศาสนาแล้วหรือยัง 
๒. เข้าถึงเปลือก เข้าถึงกระพี้ เข้าถึงแก่นแล้วหรือยัง 
เข้าถึงแก่นนี่ยังใช้ไม่ได้นะ ยังเป็นเหยื่อของอบายภูมิ จะต้องเข้าถึงพระโสดาบันเป็นอย่างต่ำ เขาวัดกันตรงนี้ อย่าไปวัตกันแค่กิน " 



ผู้ถาม : " คนทำบุญให้ทานที่กินเนื้อสัตว์ กับคนทำบุญให้ทานที่ไม่กินเนื้อสัตว์ อันไหนจะได้อานิสงส์มากกว่ากันคะ ... ? " 

หลวงพ่อ : " อานิสงส์แบบไหนล่ะ อานิสงส์ไปนรก หรืออานิสงส์ไปสวรรค์ อานิสงส์มันมี ๒ อย่าง ทำบาปก็มีอานิสงส์จะลงขุมไหนแน่ ถ้าทำบุญก็มีอานิสงส์ อย่างเลวก็ไปสวรรค์ อย่างกลางไปพรหม อย่างดีที่สุดไปนิพพาน คนที่ไม่ทำบุญเลยแม้ไม่กินเนื้อสัตว์ก็มีสิทธิ์ไปอยู่กับเทวทัตได้ มีไหมคนไม่ทำบุญเลย คนที่ทำบุญไม่กินเนื้อสัตว์ อย่าลืมว่าพระพุทธเจ้าฉันเนื้อสัตว์นะ พระที่ฉันเนื้อสัตว์ไปนิพพานนับไม่ถ้วน เขาไม่ได้กินสัตว์เป็น เขาซื้อมากินไม่มีบาป " 

ผู้ถาม : " ที่ไม่กินเนื้อสัตว์ก็เพราะว่าไปมองเห็นเนื้อสัตว์แล้วมีเลือดมีคาว เลยกินไม่ได้เจ้าค่ะ " 
หลวงพ่อ : " อย่างนี้ไม่เป็นไร ถ้าเห็นว่าสกปรกเป็น อาหาเรปฏิกูลสัญญาอันนี้เป็นปัจจัยให้บรรลุพระอนาคามีหรือพระ อรหันต์ นี่เป็นพื้นฐานใหญู่นะ ถ้าเห็นแบบนั้นเกิดนิพพิทาญาณแล้ว นิพพิทาญาณเป็นปัจจัยให้ได้พระอนาคามี ต่อไปถ้าเว้นจริงเป็นสังขารุเปกขาญูาณ เป็นอรหันต์ คนที่จะเป็นอรหันต์ได้ ถ้าไม่คล่องในบทนี้เป็นไม่ได้ มี กายคตานุสสติ กับ อสุภกรรมฐานเป็นพื้นฐาน พระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ในสมัยพุทธกาล ไม่เสวยและฉันเนื้อสัตว์ เป็นต้น 

๑. ต้องไม่ฉันเนื้อสัตว์ ๑๐ ประการ มีเนื้อมนุษย์ เป็นต้น 
๒. เนื้อนั้นจะต้องเป็นปวัตตมังสะ คือ ที่เขาขายแกงกินกันตามปกติของเขา โดยพระไม่ได้เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้รังเกียจสงสัยว่าเขาฆ่าเนื้อเจาะจงถวายตน 
๓. ก่อนการฉันอาหารเนื้อทุกคราว จะต้องพิจารณาเสียก่อนเพื่อป้องกันไม่ไห้ฉันเนื้อต้องห้ามข้างต้น "


--------------------------------------------------------


หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
การรับประทานมังสวิรัติดีหรือไม่

การปฏิบัติงดเว้นจากการรับประทานเนื้อสัตว์นี้เป็นข้อปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ขอสนับสนุน  แต่ปัญหาสำคัญว่าผู้ปฏิบัติแล้วอย่าเอาความดีที่เราปฏิบัติไปเที่ยวข่มขู่คนอื่น การปฏิบัติอันใดปฏิบัติแล้วอย่าถือว่าข้อวัตรปฏิบัติของตนดีวิเศษแล้วเที่ยวไปข่มขู่คนอื่นนั้น มันกลายเป็นบาป เป็นฉายาแห่งมุสาวาท ไม่ควรทำ
ที่มา...หลวงพ่อพุธ ฐานิโย ตอบปัญหาธรรม (ธรรมปฏิบัติ)


--------------------------------------------------------

http://www.youtube.com/watch?v=xOrVcAsm1dg
กินเจแก้กรรมได้หรือไม่
อาจารย์คึกฤทธิ์ วัดนาป่าพง

-------------------------------------------------------


มังสวิรัติ ฤาจะเป็นกับดักแห่งอาหาร 

ก่อนไปลงไปถึงรายละเอียดของเรื่องนี้ ผมอยากขอยืนยันตรงนี้ก่อนครับว่า โดยหลักการแล้วผมเห็นด้วยกับการกินมังสวิรัติให้มาก กินสัตว์ใหญ่ให้น้อยที่สุดหรือไม่กินเลยเท่าที่เป็นไปได้ หากจำเป็นก็กินสัตว์ที่เล็กหรือกุ้ง หอย ปู ปลา เท่าที่เป็นไปได้แทน 

ในแง่ของงานวิจัยด้านสุขภาพใหม่ๆ รวมทั้งโครงการในด้านธรรมชาติบำบัดเกือบทุกโครงการ เห็นพ้องต้องกันว่า อาหารที่เหมาะสมและเป็นผลดีกับสุขภาพนั้นจะต้องเป็นอาหารแนวมังสวิรัติ โครงการของคุณหมอดีน ออร์นิสอนุญาตให้คนไข้โรคหัวใจขาดเลือดของเขากินไขมันได้ไม่เกิน 10% และไม่อนุญาตให้กินเนื้อสัตว์ทุกชนิดยกเว้นปลา ในขณะที่สมาคมแพทย์โรคหัวใจของสหรัฐอเมริกาอนุญาตให้กินไขมันได้ถึง 30% ผลการรักษาของคนไข้ในโครงการของคุณหมอดีน ออร์นิสได้ผลดีมากและมีคนไข้จำนวนมากที่เส้นเลือดหัวใจกลับมาขยายได้หลังจากที่เคยมีการอุดตันจากไขมันโดยไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องทำบอลลูน ทั้งนี้ใช้ร่วมกับยาสมัยใหม่เท่าที่จำเป็นใช้ร่วมกับการทำความเข้าใจกับ “จิตใจ” ของตัวเองในเรื่องความเครียดด้วย งานวิจัยยาวนานถึง 25ปีของคุณหมอวิลค็อกและคณะที่ทำการศึกษาชาวโอกินาวาทางตอนใต้ของญี่ปุ่นซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มคนที่มีอายุยืนยาวที่สุดในโลกพบว่า อาหารของชาวโอกินาวาเป็นแนวมังสวิรัติและชีวิตโดยรวมๆ ของชาวโอกินาวามีความเครียดน้อย คุณหมอจาคอบจากอินเดียแนะนำเรื่องผลไม้มื้อเย็นและควรมีช่วงอดอาหารในบางวัน ไม่ควรกินอาหารหลังสองทุ่ม คุณหมอเดวิด ไซมอน คุณหมอแอนดรู วีล คุณหมอดีปัค โชปรา และอื่นๆ อีกมากมายที่มีประสบการณ์จริงกับคนไข้ ล้วนมีความเห็นในทำนองเดียวกันนี้ 

อย่างไรก็ตาม ผมไม่เห็นด้วยกับความคิดที่ “บูชาเจ” อย่างสุดขั้ว โดยไม่ได้เห็นภาพรวมแบบกว้างว่าเราทำอย่างนั้นเพื่ออะไร หากแต่การคิดแบบสุดขั้วในเรื่องอาหารนั้น ส่อแสดงให้เห็นถึง “มุมมองชีวิต” ที่แคบ ยึดติดและไม่เรียนรู้ มุมมองชีวิตแบบหลังนี้ไม่น่าจะเป็นหนทางแห่งความสุขที่แท้ได้เลย 

ผมยกประเด็นง่ายๆ โดยเริ่มในเรื่องของชนิดของอาหารที่กินเลยว่า หากเราคิดว่า การที่เราไม่กินเนื้อสัตว์เพราะเป็นการไม่เบียดเบียนชีวิตนั้น อาจจะเป็นเรื่องที่มีความเข้าใจผิดพลาดอะไรหรือไม่ 

เป็นทำนองว่าฆ่ามดไม่บาป ฆ่าคนถึงจะบาป ? 

เพราะในแง่นี้ ถ้าเราดูดีๆ เราก็จะพบว่า นักมังสวิรัติก็เป็นผู้เบียดเบียนชีวิตเช่นกัน เพราะพืชก็เป็นสิ่งมีชีวิตอย่างหนึ่งเหมือนกัน ปฏิกิริยาเคมีต่างๆ ภายในพืชก็เป็นกระบวนการที่นำพลังงานจากแสงอาทิตย์นำสารอาหารจากพื้นดินมาสร้างมาสังเคราะห์เป็นตัวพืช เหล่านี้แสดงอย่างชัดเจนว่าพืชมีชีวิต ทั้งยังมีการตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอกเหมือนกัน และมีการดิ้นรนเพื่อการมีชีวิตอยู่เหมือนกันกับสัตว์ 

เสือ, สิงห์โตนั้นเป็นสัตว์ที่ธรรมชาติสร้างมาให้เป็นสัตว์กินเนื้อ ก็มันกินพืชไม่เป็นนี่นา จะให้มันทำอย่างไร เพราะฉะนั้นทุกวันที่มันกินอาหารนั้นเป็นการสร้างบาปของมันหรือ? ส่วนกวาง, กระต่ายนั้นเป็นสัตว์ที่ถูกสร้างให้มากินพืช ในเวลาเดียวกันมันก็ถูกกำหนดให้เป็นอาหารของสัตว์ที่กินเนื้อ ตามกลไกของความเป็นห่วงโซ่อาหารตามธรรมชาติ และมันก็ “ทำบาป” ไม่เป็นเสียด้วยเพราะมันกินเนื้อไม่เป็นเท่านั้นหรือ อย่าลืมว่ามันก็เบียดเบียนพืชเหมือนกัน ไม่เชื่อลองปล่อยกระต่ายสักฝูงเข้าไปในแปลงผักที่เราปลูกไว้สิครับ 

อย่าลืมนะครับว่า ทั้งเสือและสิงห์โต นั้น โดยธรรมชาติแห่งความเป็นปกติของมันนั้น มันจะไม่ฆ่า มันจะไม่ล่า หากว่ามันไม่หิว หากว่าไม่ได้ต้องการอาหารเพื่อความอยู่รอด หากเรามองในแง่ของ สิ่งที่ต้องเป็นไปเช่นนี้ เสือและสิงห์โตยังเป็นสัตว์ที่ทำแต่บาปอยู่ทุกวันหรือไม่ 

มนุษย์ต่างหากที่เป็นสัตว์ชนิดเดียวในโลกที่เน้นการสะสม และบริโภคทุกสิ่งทุกอย่างที่ไม่เฉพาะแต่ในเรื่องการกินเท่านั้นเกินกว่าที่จะจำเป็นต้องใช้ ซึ่งตรงนี้ต่างหากที่เป็นต้นตอของปัญหาและเกิดปัญหากับมนุษย์เองด้วยอย่างไม่น่าเชื่อ ชาวอเมริกันเพียงประเทศเดียวซึ่งมีพลเมืองเพียงประมาณไม่ถึง 6 % ของพลเมืองโลก แต่กลับใช้และบริโภคทรัพยากรเกือบ 60% ของโลก ในขณะเดียวกันกับที่จะมีคนจากอีกซีกโลกตายเพราะไม่มีอาหารจะกินมากถึงวันละ 30,000-40,000 คน 

ผมคิดว่า ในเรื่องของการกินอาหารนี้ ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ “ชนิดของอาหาร” เป็นหลัก หากแต่อยู่ที่ “จิตสำนึก” ในการกินอาหารมากกว่า หากเรากินอาหารด้วยมุมมองที่มีความรู้เท่าทันตั้งแต่ในขณะที่เตรียมอาหาร การเคี้ยวอาหาร การกลืนอาหาร ไปจนจบกระบวนการกินอาหารทั้งหมด เราก็จะค่อยๆ เข้าใจ เรียนรู้และสามารถเลือกอาหารที่เหมาะสมกับร่างกายของเราได้ อย่างที่ไม่มีสูตรตายตัว 

ผมไม่เถียงว่านักปฏิบัติธรรมที่ยิ่งใหญ่หลายคนเป็นนักมังสวิรัติแต่ผมไม่คิดว่านักมังสวิรัติเหล่านั้นเป็น “นักมังสวิรัติแบบภายนอก” ในทางตรงกันข้ามนักปฏิบัติธรรมที่ยิ่งใหญ่ของโลกหลายคนรวมทั้งพระพุทธเจ้าด้วยก็ไม่ได้เป็นนักมังสวิรัติ และท่านเหล่านี้กลับเป็น “นักไม่มังสวิรัติแบบภายใน” แต่ให้ความสำคัญกับ “แก่น” ของการกินอาหารอย่าง “รู้เท่าทัน” กระบวนการทั้งหมดมากกว่าที่จะมัวติดอยู่กับ “เปลือก” ภายนอก ที่เป็นเสมือนหนึ่ง “กับดักทางจิตวิญญาณ” 

ผมเข้าใจและทราบดีว่า การที่นักปฏิบัติธรรมหลายท่านอาจจะพยายามยกเรื่องการไม่เบียดเบียนชีวิต มาใช้ในเรื่องของการกินอาหารนั้น เป็นกลอุบายอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้คนบางกลุ่มได้ปฏิบัติตัว ช่วยกล่อมเกลาให้ชีวิตมี “ความอ่อนโยน” มี “เมตตาธรรม” มากขึ้นจริง หากแต่ชีวิตของคนเหล่านี้จะไม่สามารถเข้าสู่ “ความอ่อนโยน” ที่แท้จริงได้เลย หากไม่มีมุมมองที่กว้างขึ้น, ยึดติดและไม่เรียนรู้ 

ในเส้นทางของชีวิตและมุมมองนั้น มันมี “กับดัก” มากมายเสียเหลือเกิน หากใครหลุดเข้าไปใน “กับดัก” แห่งความคิดเหล่านั้น ก็จะเสียโอกาสในเรื่องของพัฒนาการในด้านจิตวิญญาณที่จะหยุดนิ่งในกับดักเหล่านั้น กับดักแห่งการยึดติดนั้น เกิดขึ้นได้เสมอ หากเราไม่หมั่นทบทวนตัวเอง หากเราไม่มี “สังฆะ” ไม่มีกัลยาณมิตรหรือความเป็นกลุ่มเป็นชุมชนที่คอยตักเตือนคอยร่วมกันทบทวนความคิด 

หากพวกเรามีความเข้าใจในเรื่องของกับดักแห่งการยึดติดนี้ เราก็คงจะไม่มีปัญหาในเรื่องที่จะคิดที่จะเข้าใจในเรื่องอื่นๆ อีกมากมายทั้งในแง่สุขภาพและในแง่อื่นๆ เป็นต้นว่า เราก็จะมีความเข้าใจได้เองว่า น้ำลูกยอ, หญ้าปักกิ่งหรือสาหร่ายสารพัดชนิดนั้นเป็นอย่างไร เราก็จะมีความเข้าใจว่าเราควรจะเต้นแอโรบิคหรือไม่ หรือเราเต้นแอโรบิคไปเพื่ออะไร และในที่สุดเราก็จะมีความเข้าใจเองว่าเราควรจะดำเนินชีวิตอย่างไรให้มีความสุข ไม่ไปเป็น “สาวก” ของน้ำลูกยอ สาวกของหญ้าปักกิ่ง สาวกของสาหร่าย สาวกของแอโรบิคและอื่นๆ แบบไม่ลืมหูลืมตา อย่างไรก็ตาม “การตกลงไปในกับดัก” ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย หากว่ารู้ตัวและตื่นที่จะปีนขึ้นมาจากหลุมพรางเหล่านั้น 

และในที่สุดขอเรียนว่าจุดประสงค์ของบทความนี้ คงไม่ใช่เพื่อ “ติ” หากแต่เพื่อต้องการ “การกระตุ้น” ให้เกิดสิ่งที่ดีขึ้นจากเดิมที่ดีอยู่แล้วจากการที่คนส่วนหนึ่งหันมานิยมบริโภคอาหารในแนวของมังสวิรัติ 


บรรณานุกรม 
นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์ คอลัมน์จับจิตด้วยใจ เรื่อง “มังสวิรัติ ฤาจะเป็นกับดักแห่งอาหาร” 
หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 5 ตุลาคม 2546

--------------------------------------------------------





วันศุกร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ศพไม่แข็งไม่ใช่เรื่องแปลก(ตอน2)


ศพไม่แข็งไม่ใช่เรื่องแปลก(ตอน2)

ในตอนนี้ขอเล่าเรื่องของ "ศพไม่แข๊งไช่เรื่องแปลก(ตอน2)"  ซึ่งผมเคยเขียนไปแล้วในตอนที่1 คลิกดูตามลิงค์นี้ครับ >ศพไม่แข็งไม่ใช่เรื่องแปลก ..ซึ่งก็ด้วยเหตุผลเดิมครับว่าเพื่อตอบคำถามที่ลัทธิอนุตตรธรรมโกหกลวงโลกมาตลอด   

เพราะลัทธิอนุตตรธรรมได้อวดอ้างมาตลอดว่าคนที่เข้าไปเป็นสาวกลัทธิเมื่อถึงเวลาเสียชีวิตศพจะไม่แข๊งแม้จะผ่านไป 3-4 วัน และศพก็จะสวยงามไม่น่าเกลียด  ซึ่งเรื่องนี้ทางลัทธิยกย่องว่าเป็นคุณวิเศษของลัทธิซึ่งจะมีได้เฉพาะในลัทธิอนุตตรธรรมเท่านั้นและก็เขียนหลอกสาวกเป็นนิทานหลอกกบกันมาทุกรุ่นจนถึงทุกวันนี้

ซึ่งเรื่องที่ลัทธิกล่าวนั้นไม่ใช่ความจริงเลย...และผมได้เคยหยิบยกหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มาอธิบาย  รวมทั้งได้นำตัวอย่างอีกหลายเหตุการณ์มาให้ดูกันไปแล้วว่าเรื่องศพที่ไม่แข๊งและตายอย่างสวยงามนั้นมีให้เห็นมากมายครับ  ไม่ได้มีแต่ในลัทธิอนุตตรธรรมเท่านั้น...หลายเหตุการณ์ที่มีคนที่เสียชีวิตอย่างสวยงามและศพก็ไม่แข๊งแม้จะผ่านไปหลายวันซึ่งบุคคลเหล่านั้นล้วนไม่เคยรู้จักลัทธิอนุตตรธรรมาก่อนเลยแถมยังอัศจรรย์มากกว่าลัทธิอนุตตรธรรมด้วยซ้ำไปทั้งอีกยังทราบวันตายก่อนเสียด้วยซ้ำซึ่งอัสจรรย์กว่าทางลัทธิเป็นใหน ๆ 

เอาล่ะครับ...ตอนนี้ขอนำหลักฐานมาให้ดูเพิ่มเติมซึ่งจะพาไปดูทางฝั่งมหายานกันครับโดยข้อมูลในตอนนี้ต้องขอขอบคุณ astroneemo ที่ได้กรุณาเรียบเรียงไว้ให้อ่านกันครับ

การให้พุทธานุสติก่อนตายแบบมหายาน (ซับไทย)
ในนิกายสุขาวดีของมหายานนั้น มีหลักคำสอนเน้นให้ทุกๆคน"สวดระลึกพุทธานุสติ"อยู่ตลอดเวลา ทั้งเช้าสายบ่ายเย็น ทั้งเจ็บป่วยและไม่เจ็บป่วย  และเมื่อใกล้จะถึงเวลาที่จะต้องลาจากโลกนี้ไป ทางพระสงฆ์และอุบาสกอุบาสิกา ก็จะมานำผู้ป่วยสวดภาวนาระลึกพุทธานุสติภาวนา โดยการสวดพระนามพระอมิตาพุทธเจ้า (อา-มี-ถอ-ฝอ) เพื่อให้ผู้ตายมีสติ อยู่ตลอดเวลาก่อนสิ้นใจ โดยเชื่อว่าผู้ตายจะได้ไปบังเกิดในแดนวิุทธิภูมิของพระอมิตาภะ

การสวดภาวนานี้จะกระทำตั้งแต่ผู้ป่วยยังมีลมหายใจอยู่ อาจจะสวดตั้งแต่ 3- 7วันก่อนสิ้นใจ และเมื่อสิ้นใจแล้ว หัวใจหยุดเต้นแล้ว ก็จะยังทำการสวดให้ผู้ตายฟังต่อไปอีกตลอด 7-24 ชั่วโมงอย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้ช่วยสวดสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนโดยไม่หยุด ซึ่งเชื่อว่าแม้ผู้ป่วยสิ้นลมแล้ว หัวใจหยุดเต้น คลื่นสมองหยุดแล้ว แต่ก็ยังเชื่อว่า จิตของผู้ตายยังไม่ดับ แม้ภายนอกจะแสดงว่าได้ตายไปแล้วก็ตาม จิตก็ยังอยู่ในกระบวนการบางอย่าง หรือยังอยู่ในมรณาสันนวิถี และจิตจะดับ(ตายจริงๆ)ก็อาจจะใช้เวลาประมาณ 7-24 ชั่วโมงในคนปกติ ยกเว้นผู้ปฎิบัติธรรมอาจจะใช้เวลาเร็วกว่านี้ หรือไม่กี่นาที


ผลของการสวดภาวนานี้ หลังจาก 24 ชั่วโมง สภาพศพของผู้ตายที่แข็งทื่อก็จะกลับอ่อนนุ่ม มือเท้างอพับได้ หน้าตาผิวพรรณสดใส เหมือนมีเลือดฝาด มือเท้าที่เย็นชืดก็จะกลับอบอุ่นขึ้น หน้าตาศพที่บิดเกร็งหรือหวาดกลัวก็จะผ่อนคลายลง และเมื่อนำไปฌาปนกิจเสร็จแล้ว กระดูกของผู้ตายจะปรากฏมีสีสรรต่างๆงดงงามมาก


สวดภานาระลึกพุทธานุสติ ภานาพระนามอมิตาภะ ขอไปเกิดยังแดนสุขาวดีพุทธเกษตร นำเสนอโดย อาศรมศรีจักรนารท
http://www.astroneemo.net



การให้สวดระลึกพุทธานุสติก่อนตาย ของชาวพุทธนิกายมหายาน นิกายสุขาวดี (สวด นำ มอ ออมี ทอ ฝอ หรือ อมิตาพุทธ) ส่งผลให้ร่างกายอ่อน นุ่ม แม้ว่าจะเสียชีวิตไปหลายวันแล้วก็ตาม ซึ่งลัทธิอนุตธรรมนำไปลอกเลียนแบบ (ดูภาพ ภิกษุณียังแย้มยิ้ม แม้เสียชีวิตไปแล้ว )


บันทึกมรณะกรรมของภิกษุณี ฝ่าเจี๋ยซือ ร่ายกายยังอ่อนนุ่ม มีไออุ่น สีหน้าแดงระเรื่อ แม้จะเสียชีวิตไปแล้ว ถึง 9 วัน 


สุดยอดนักปฎิบัติ รู้วันตายล่วงหน้า ทำบุญงานศพด้วยตัวเอง (1)

魏国兴居士往生实录
บันทึกการละสังขารของอุบาสกเว่ยกว๋อซิง
หลังจากห่างเหินการแปล ธรรมะมานาน ผมก็เลยค้นหาบทความอันไหนที่โดนใจมากที่สุดมาแปลก่อน เพื่อสร้างศรัทธาปสาทะ ให้กับทุกท่านๆก่อน ว่างๆผมจะทำซับไตเติ้ลมาใส้ไว้ตอนนี้อ่านและฟังSondTrack ไปพลางๆก่อน


佛城寺魏國興居士往生紀實 佛城寺魏国兴居士往生纪实 第1部分ตอนที่ 1


佛城寺位于四川绵阳西郊青义镇,公元二○○三年二月初五日就在这
เรื่องนี้เกิดขึ้นที่วัดฝอเฉิงซื่อ ตำบลชิงอี้ อำเภอเหมียนหยาง มณฑลเสฉวน ในวันขึ้น 5ค่ำเดือน2จีน ปี ค.ศ. 2003
坐正在修复的寺院中,发生了一件佛教界的空前盛事,魏国兴居士,预知
ในสำนักปฎิบัติธรรมของวัดแห่งนี้ได้เกิดเรื่องราวมหัศจรรย์เกิดขึ้นเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องราวของ อุบาสกเว่ยกว๋อซิง
时至在一千五百多人的 佛号声中,包括僧人和居士的见证下,亲眼目睹
ด้ทำให้ผู้คนจำนวนมากกว่า 1500 คนรวมถึงพระภิกษุสงฆ์และอุบาสกอุบาสิการ่วมสวดมนต์เป็นสักขีพยาน
了魏国兴居士按预知的时间于二月初五日中午12点,准时坐在佛城寺居士
ในการละสังขารไปจุติยัง แดนสุขาวดีของอุบาสกเว่ยกว๋อซิง จากการที่ท่านได้รู้ล่วงหน้าว่า ในเวลา 12.00 น.ของวันขึ้น 5 ค่ำเดือน 2 ของปีนี้ท่านจะต้องละสังขาร

楼一张木椅上安然而终,坐着往生,当 时,至少有三百多人看见阿弥陀
ตามเวลาที่ได้ถูกกำหนด ไว้ ท่านได้นั่งสมาธิอยู่บนเก้าอี้ไม้จนกระทั่งได้ละสังขารตามเวลา ณ.หอปฎิบัติธรรมของอุบาสกอุบาสิกาของวัดแห่งนี้ ในขณะเดียวกันนั้น มีผู้ที่เข้ามาร่วมงานจำนวนอย่างน้อย300 คนได้เห็นนิมิตปรากฏภาพเป็นพระอมิตาภะพุทธเจ้า
佛,观世音菩萨,大势至菩萨在佛城寺居士楼上空飘然而至,一股异香充
พระมหาสถามปราปต์โพธิสัตว์ และพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ ปรากฏลอยอยู่เหนือหอปฎิบัติธรรมอยู่ครู่หนึ่งจนกระทั่ง
益着整个寺院,这是何等殊胜的机缘呀,此时此刻,有的居 士虔诚礼拜
ทำให้ผู้คนทั้งหลายในวัด ตื่นเต้น ปิติยินดีเป็นยิ่งนัก ในความอัศจรรย์อย่างที่ไม่เคยปรากฏมีมาก่อน ในขณะนั้นมีอุบาสกหลายคน คุกเข่าลงกับพื้นแล้วกราบ
,有的高声念佛,他们一生所求,一生的宿愿在此实现了,激动的啼哭淋
บางคนก็สวดภาวนาพระนามพระอมิตาภะพุทธเจ้าด้วยเสียงอันดัง การตั้งจิตอฐิษฐานภาวนาในทั้งชีวิตของพวกเขาได้ปรากฏให้เห็นแล้วในขณะนี้
泣之声不绝于耳,让与会者们久久不愿离去。魏国兴居士把预知时至,阿
ด้วยความปลาบปลื้ม ปิติและศัทธาอันยิ่ง เสียงร้องไห้ดังระงมมาอย่างไม่ขาดสาย ทำให้ผู้คนทั้งหลายต่างเฝ้าอยู่เป็นระยะเวลานานและไม่ยอมหลีกไกลไปจากสถาน ที่แห่งนั้น



สุดยอดนักปฎิบัติ รู้วันตายล่วงหน้า ทำบุญงานศพด้วยตัวเอง (2)
佛城寺魏國興居士往生紀實 佛城寺魏国兴居士往生纪实 第1部分ตอนที่ 2

弥陀佛 要来接引他的消息,告知佛城寺德心法师后,全寺上下兴奋不已
ก่อนหน้านี้อุบาสกเว่ยก ว๋อซิง ได้บอกเล่าเรื่องราวที่ตนได้รับรู้ล่วงหน้ากับเจ้าอาวาสพระธรรมาจารย์เต๋อซิ น ว่า พระอมิตาภะพุทธเจ้าจะเสด็จมารับตนให้ไปอยู่ในแดนสุขาวดี ทำให้ผู้คนทั้งหลายในวัดต่างประหลาดใจและร่วมแสดงอนุโมทนาจิต

兴喜万分,于是寺院决定由德心法师亲自主持,专门为魏国兴居士举行一场往生佛七法会,为宣扬 佛法,普度众生。
และทางวัดได้ลงมติให้ ท่านเจ้าอาวาสพระธรรมาจารย์เต๋อซิน ดำเนินการจัดงานศพ หรือพิธีละสังขารให้กับอุบาสกเว่ยกว๋อซิงล่วงหน้า 7วันก่อนที่จะละสังขาร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประกาศความอัศจรรย์แห่งพุทธธรรมและโปรดสรรพสัตว์ทั้ง หลายให้เกิดศรัทธาเชื่อมั่นในพระศาสนา
魏国兴居士在七天往生佛七法会期间,与大家一同拜佛,绕佛念佛,同时还作了开示:“佛七之前四川省佛教协会会长作了开幕词讲话,所以
ใน7วันของการประกอบพิธี ศพของอุบาสกเว่ยกว๋อซิง ท่านได้ประกอบพิธีศพของท่านเองร่วมกับผู้ที่มาร่วมงานศพของท่าน เช่นการสวดมนต์ ไหว้พระ การเวียนเทียน และท่านเองก็ได้ทำการเทศน์โปรดญาติด้วยตัวของท่านเองก่อนที่จะละสังขาร
我必须把这个七天法会 圆满完成,为什么?这一特殊情况,就是有些苦
ทำโดยท่านได้เทศน์สอนเป็นปัจฉิมโอวาทดังนี้ว่า “ท่าน ประธานสมาคมพุทธศาสนาแห่งเสฉวนได้มาทำพิธีเปิดมณฑลพิธีในงานศพของฉันเมื่อ 7วันก่อน ดังนั้นตัวฉันเองจะต้องทำให้พิธีใน7วันนี้ ให้สำเร็จบริบูรณ์ เพราะอะไร นี่เป็นโอกาสที่หาได้ยากยิ่งและเป็นบุญกุศลประเสริฐที่สุด
难众生,说你们学佛好,好在那里呢?说的生死自由自在在那里呢?给我
และ ก็คือมีผู้คนและสรรพสัตว์ทั้งหลายได้กล่าวว่า พวกท่านได้ศึกษาพุทธธรรมนั้นเป็นสิ่งที่ประเสริฐสุด ประเสริฐที่ตรงไหนล่ะ? กล่าวว่าการเกิดตายเป็นสิ่งที่สงบ สงบที่ตรงไหนกันล่ะ? ทำให้ดูหน่อยสิ !
看一看!我就要做给你们看,就要做给你们 看,做不到决不是人,学佛
ฉันก็กำลังทำให้พวกเธอดู (กล่าวซ้ำ) ฉันก็กำลังทำให้พวกเธอดูอยู่นี่ไงล่ะ หากฉันทำไม่ได้จริง ฉันก็ไม่ใช่คนแล้ว
人决不打妄语,硬是我们这次完成自己的生死大业,完成了才走,这些苦
ผู้ ปฎิบัติธรรมย่อมไม่กล่าวเท็จ และยิ่งเป็นสิ่งที่หากเราได้ปฎิบัติเพื่อความหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด เมื่อสิ้นวิบากกรรมใหญ่น้อยทั้งหลายก็ได้ละสังขาร
难众生的迷惑颠倒,是不知道学佛的好处。”往生法会之间,魏 国兴居
สิ่งเหล่านี้ผู้คนทั้งหลายไม่เข้าใจ เป็นพวกมิจฉาทิฐิ และก็ไม่รู้คุณประโยชน์แห่งการประพฤติธรรม”
士与家属及与会者还一同去江边放生了成千上万的鱼,魏国兴第二次开示
ก่อนละสังขารท่านอุบาสกเว่ยกว๋อซิงพร้อมทั้งญาติมิตร ร่วมกันไปทำการปล่อยปลานับหมื่นๆตัวที่ริมแม่น้ำ



สุดยอดนักปฎิบัติ รู้วันตายล่วงหน้า ทำบุญงานศพด้วยตัวเอง (3)

佛城寺魏國興居士往生紀實 佛城寺魏国兴居士往生纪实 第1部分ตอนที่ 3

:“离死前还有 11个钟点,但是,我这个人,最喜欢死,最喜欢死,我
การเทศนาของท่านอุบาสกครั้งที่สองได้กล่าวว่า “ก่อนที่ฉันจะตายยังเหลือเวลาอีก 11 ชั่วโมง ตัวฉันนี้ เป็นคนอยากตาย ชอบที่จะตาย
在到处给大家宣传的时候,我也是死,大家都很产生怀疑,怀疑这个事实
เมื่อฉันได้บอกเล่าเรื่องนี้ให้ทุกคนทราบ ว่าฉันจะต้องตาย ทุกๆคนต่างก็รู้สึกสงสัย สงสัยว่าจะจริงหรือไม่
,你这么好,我不相信,那么在这 个月的农历二月初五,请你们大家来
หลานคนบอกว่าฉันยังดีอยู่ แข็งแรงอยู่ ต่างก็ไม่เชื่อว่าฉันจะต้องตายในวันขึ้น 5 ค่ำเดือน 2นี้ ขอเชิญทุกคนมาร่วมเป็นสักขีพยานเถิด
参观,看有没有这回事,有些人认为:’这个老头是不是神经病?'我说
และ มาร่วมดูว่ามันจะเป็นจริงไหม มีคนสังสัยฉันว่า อีตาแก่คนนี้สงสัยจะเป็นจิตวิปาสไปเสียแล้ว
:'这个是真实情况,报告你为什么要作,世间的人你 们都是要死了,
ฉันบอกว่านี่เป็นเรื่องจริง บอกกล่าวแก่ทุกคนว่าทำไม ผู้คนบนโลกใบนี้รวมทั้งคุณเองสุดท้ายก็ต้องตาย
才来穿衣,才来洗澡,才来剪脚指甲,我就偏偏要做一个扭天行事的人,
คน เราเกิดมาเพียงเพื่อแต่งตัวใส่เสื้อผ้า เกิดมาเพื่ออาบน้ำชำระกาย ตัดผมตัดเล็บเพียงแค่นั้นหรอกหรือ แต่ฉันจะพยายามเป็นคนที่ เกิดมาเพื่อเปลี่ยนฟ้าสะเทือนดิน
为什么,我就偏偏要活着把我的道场自已做了,我做那些道场?做七天的这 个念佛道场,这七天,天天我在绵阳市,佛城区青义镇,佛城寺举行我的
เพื่อ อะไร ฉันพยายามที่จะเกิดมาเพื่อสร้าง”สถานธรรมของฉัน”ให้สำเร็จ “สถานปฎิบัติธรรม”ของฉันอันไหนหรือ ก็คืองานศพของฉันงานนี้ไงเล่า ใน7วันนี้ ทุกวันฉันอยู่ในวัดฝอเฉิงซื่อ เมืองเหมียนหยาง ตำบลชิงอี้นี้
葡天道场,我每天随着念经,拜忏、转佛、绕佛、念佛,二十九我上寺庙
เพื่อ การจัดพิธีละสังขารและปฎิบัติธรรม ฉันทุกวันสวดภาวนาพุทธานุสติ สวดขออโหสิกรรม เวียนธูป สวดมนต์ ฉันเริ่มสวดมนต์ตั้งแต่วันแรม 14 ค่ำนี้
来拜佛,因为是好 多看热闹的人怀疑'二十九怎么没有死?!'二十九是我往生佛七开始,二十八的下午四川省佛教协会会长举行开幕词。明天
ก็ เพราะฉันรู้ว่าเป็นสิ่งดี มีคนมากมายรู้สึกว่าวันแรม 14ค่ำทำไมยังอยู่ ทำไมยังไม่ตาย ในวันแรม 13 ค่ำตอนบ่ายเป็นการเริ่มพิธีโดยท่านประธานพุทธสมาคมแห่งเสฉวนเป็นประธานในการ เปิดมณฑลพิธี
初五要举行往生法会闭幕式结束。希望 大家,你们不要在这里硬是说这个是迷信,是搞什么明堂其他的鬼是不是组织,什么我是小狗,你们在这
.ใน วันพรุ่
งนี้เป็นวันขึ้น 5 ค่ำซึ่งครบ 7วันและเป็นการจบพิธีงานศพของฉัน หวังว่าทุกคนมาที่นี่โปรดอย่าใจว่าเป็นเรื่องงมงาย หรือว่าเป็นเรื่องเข้าเจ้าทรงผี
里制造自查,你们这是打胡乱说,佛教不是迷信,佛教不是 法轮功,佛教是教育,教育人民走上正轨富裕的道路,这些人要叫你诸恶莫作,众善
ฉัน ไม่ได้หลอกลวงใคร ทุกคนมาอยู่ที่นี่ก็สามารถพิสูจน์ได้ ไม่ควรพากันไปกล่าวเหลวไหล พุทธศาสนาไม่ใช่เรืองงมงาย พุทธศาสนาเป็นการศึกษาขั้นสูงสุดและ สั่งสอนให้ผู้คนดำเนินในหนทางที่ถูกต้องและเที่ยงตรง สอนให้ละชั่วทำดี ประกอบการกุศล กตัญญูต่อบิดามารดาครูอาจารย์ และต้องมีความศรัทธา ซื่อสัตย์ กตัญญู เป็นพื้นฐาน ในกุศลกรรมทั้งหมดมีความกตัญญูเป็นใหญ่
奉行,要孝顺父母,尊敬师长,要有孝、悌、忠,信为本,百善孝当先,万恶淫 为首,现在这个社会就把到处农村误乐场。
”เที่ยง ตรง สอนให้ละชั่วทำดี ประกอบการกุศล กตัญญูต่อบิดามารดาครูอาจารย์ และต้องมีความศรัทธา ซื่อสัตย์ กตัญญู เป็นพื้นฐาน ในกุศลกรรมทั้งหมดมีความกตัญญูเป็นใหญ่ ในความชั่วทั้งหมดมีกามตัณหาเป็นใหญ่ที่สุด ตอนนี้สังคมของเรากลายเป็นเพียงสวนสนุกที่หาสาระอะไรมิได้




สุดยอดนักปฎิบัติ รู้วันตายล่วงหน้า ทำบุญงานศพด้วยตัวเอง (4)

佛城寺魏國興居士往生紀實 佛城寺魏国兴居士往生纪实 第1部分ตอนที่ 4

魏国兴居士往生闭幕布时最后讲话:"各位大德高 僧、各位居士、各位善知识、各位师兄们、各位来宾、各位民众等等,今天是我往生的日子,这个往生佛七法会, 圆满成功,告别的最后日,谢谢大家的关怀!"与
ในวาระสุดท้ายท่านอุบาสก เว่ยกว๋อซิง ได้กล่าวว่า “กราบนมัสการพระเถรานุเถระทุกๆรูป และสหายธรรมอุบาสกอุบาสิกาท่านสาธุชน แขกผู้มีเกียรติและญาติพี่น้องทั้งหลาย วันนี้เป็นวันตายของข้าพเจ้า และพิธีศพทั้ง7วันของข้าพเจ้าก็ได้สำเร็จบริบูรณ์แล้ว วันกล่าวคำอาลาวันสุดท้าย ของพระคุณทุกๆท่านที่ได้มีกุศลจิตมาร่วมพิธีในวันนี้”
会者齐答“阿弥陀佛”!随后,魏国兴居士在法师及 家属和居士们的护送下,念佛走进往生堂,端坐在木椅上,在 大家的佛号声中,于二月初五日,中午12点,按预知的时间准时往生西方极乐世界。断气后,魏国兴居士面容如生,正身端坐如入甜梦往生西方极乐世界了。此时 阿弥陀佛观世音菩萨,大势至菩萨在佛城寺居士楼上空飘然而至,至少有三百多人看见,同时一股异香充满整个寺院。
เมื่อท่านกล่าวจบลง ทุกคนต่างก็อนุโมทนาด้วยการกล่าวว่า “อมิตาพุทธ!” จากนั้นท่านอุบาสกเว่ยกว๋อซิง และท่านเจ้าอาวาสและญาติพี่น้องได้เดินไปยังอาคาร”หอจุติ” พร้อมกับสวดภาวนาพระนามพระอมิตาภะพุทธเจ้า จากนั้นท่านก็ได้นั่งลงบนเก้าอี้ไม้ตัวหนึ่ง ท่านกลางการเสียงสวดภาวนาพุทธานุสติของผู้ที่มาห้อมล้อม ท่านได้ละสังขารเมื่อเวลา 12 นาฬิกาของวันขึ้น 5 ค่ำเดือน 2 ตามปฎิทินจันทรคติจีน ตามเวลาละสังขารไปจุติยังแดนสุขาวดีที่ได้กำหนดรู้ล่วงหน้าอย่างเที่ยงตรง หลังการสิ้นลมหายใจของท่าน ผิวหน้าผิวพรรรรของท่าได้ผุดผ่องเสมือนดังมีชีวิตอยู่ ตลอดทั่วทั้งร่างกายอ่อนนุ่มราวกับว่าท่านกำลังหลับอยู่ในความฝันอันแสน บรรเจิด ท่านได้ไปจุติยังแดนสุขาวดีแล้ว ในขณะเดียวกันนั้น มีผู้ที่เข้ามาร่วมงานจำนวนอย่างน้อย300 คนได้เห็นนิมิตปรากฏภาพเป็นพระอมิตาภะพุทธเจ้า พระสมาสถามปราปต์โพธิสัตว์ พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ ปรากฏลอยอยู่เหนือหอปฎิบัติธรรม และทั่วทั้งวัดก็ตลบอบอวนไปด้วยกลิ่นหอมอันประหลาด

วันพุธที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ระบายวิถีอนุตรธรรม



ความอัดอั้นของเพื่อนอีกคนที่ได้เขียนระบายไว้ในพันทิป
<<<ความว่า...>>>
...........................................


ระบาย วิถีอนุตรธรรม

ผมอยากจะถามขอความเห็นกับเพื่อน Pantip หน่อยว่าเป็นไงบ้างกับศาสนานี้
ครอบครัวผมเป็นคนนับถือศาสนาพุทธอยู่แล้ว ทางอีสานก็หลักก็พุทธอยู่แล้วครับ
พอดีทางบ้านผมมีคนไปเผยแผ่หรือแนะนำ วิถีอนุตรธรรม ให้แม่ผมและครอบครัวผมไปรับธรรมะกันทุกคน โดยตอนนั้นผมยังอยู่ กทม. อยู่ ก็คนในครอบครัวผมก็รับทุกคนยกเว้นผมพระผมทำงานอยู่ กทม. (ผมคิดว่าแม่ผมเชื่อคนง่ายเพราะแกชอบเข้าวัดทำบุญ เกี่ยวกับบุญแกก็สนหมด) พอดีช่วงผมกลับไปพักผ่อนที่บ้านนอก ก็มีทีมงานที่เผยแผ่นี่แหละ ไปรบกวนคะเย้าคะยอผม แต่ผมไม่ค่อยเชื่อ ไม่อยากรับ แต่แม่ผมก็บอกให้รับ (ผมไม่เคยได้ยินมาก่อนคืออะไร เพราะพระพุทธศาสนาที่ผมนับถือก็ดีอยู่แล้ว และผมเลื่อมใสศรัทธาพระพุทธศาสนามากกว่า)

และผมก็ต้องไปรับ โดยผมขอตั้งข้อสังเกตุดังนี้
1. เสียค่าลงทะเบียน 100 บาท ในการทำบัตรผ่านประตูขึ้นสวรรค์ (เขาบอกงั้น ซึ่งผิดกับพุทธมาก พระใครทำดีทำชั่วต้องได้รับกรรมที่ทำอยู่แล้ว เงินซื้อล้างบาปไม่ได้ และพระพุทธไม่ได้เห็นแก่ทรัพย์ เพราะละทางโลกแล้ว)

2. ทำพิธีเปิดจุด ซึ่งทำอะไรมากมาย ทั้งให้คำสัญญาและคำนับต่อ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งพิธีการมากมาย (ผมว่างมงายมาก ดีชั่วอยู่ที่ตัวทำ ถึงทำพิธีให้เริดหรูขนาดไหนก็ไม่ได้ชี้บ่งว่าจะดี แต่ก็นะทำตามเขาไป)

3. ตอนทำพิธี ต้องอยู่ในสถานที่ปิด ประตู หน้าต่าง ต้องปิดหมด ไม่ให้คนข้างนอกรู้(ผมว่ามันผิดกับหลักธรรมคำสั่งสอนพระพุทธเจ้ามาก เพราะการเผยแพร่ธรรมมะต้องเปิดเผย ให้แก่ปุถุชนทั่วไป ไม่บังคับให้ศรัทธา แต่ให้ลองปฎิบัติตาม เพราะพระธรรมเป็นสิ่งดี)

4. ต้องทานเจ (ตัวนี้ผมไม่เถียงเพราะดีอยู่แล้ว ไม่รบกวนสิ่งมีชีวิต ไม่ฆ่าสัตว์)

5. ต้องเข้ามารับธรรมะเป็นประจำ (เหมือนโดนบังคับ พอมีจัดงานธรรมขึ้น ทีมงานเขาจะมาหาและมาบังคับให้ไปร่วม ซึ่งฝืนมากๆ เหมือนเราเป็นทาสเลย)

6.และให้คาถาป้องกันตัวที่มี 5 คำ เขาบอกให้ท่องในใจเวลามีเหตุไม่สามารถช้วยตัวเองได้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์จะช่วย และห้ามจดไปบอกใคร ห้ามพูดออกเสียง(โอ มันดีขนาดนั้นเลยเหรอนี่ แสดงว่า มีคาถานี้ คุณจะเป็นยอดมนุษย์ ไม่มีใครทำร้ายคุณได้ ในเมื่อมันดี ทำไมไม่บอกให้กับทุกคนละจะได้ช่วยเพื่อนมนุษย์ด้วยกันให้รอดพ้นจากภัยอันตรายต่างๆ ยิ่งจะได้บุญไม่ใช่เหรอ)

-----******ผมว่าเอาแค่นี้ก่อนนะเพื่อนว่าเป็นไงบ้าง*****-----
ส่วนตัวคิดว่าเป็นลัทธิที่จะพยายามล้มพระพุทธศาสนาครับ(แต่อ้างอิงคำสอนพระพุทธเจ้า แถมบิดเบือนคำสอนด้วย) อาจจะไม่เถื่อนเพราะตั้งสถานในไทยได้โดยอิสระไม่มีใครห้ามหรือต่อต้าน แต่ผมเลื่อมใส พระพุทธศาสนามากกว่าเพราะเป็นคำสอนที่จริงและสามารถพิสูจน์ได้ ใครปฏิบัติคนนั้นก็ได้ ไม่สามารถล้างบาปได้ ซึ่งจะทำให้มนุษย์เกรงต่อบาป และอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข พระพุทธศาสนาดีกว่า และเลื่อมใสในพระธุดงค์สายวัดป่าครับ


ที่มา

http://pantip.com/topic/31752505



ลัทธิอนุตตรธรรมดีจริงหรือ



ลัทธิอนุตตรธรรมดีจริงหรือ...จากเว็บพันทิป
<<<<<..........>>>>>

ลัทธิอนุตตรธรรม ดีจริงหรือ???

เรื่องมีอยู่ว่า อาม่าผมได้ไปรู้จักกับสถาธรรมแห่งหนึ่ง ตรงถนนจันทร์ ซอย45 หรือ ถนนเจริญราษฎร์ ซอย4 ลัทธินี้มีศูนย์กลางอยู่ที่ไต้หวันครับ เขามีแบ่งเป็นสายต่างๆประมาณ18สายครับ เครือข่ายเขากว้างขวาง รากฐานเขาแน่น เงินไหลเข้าหนา เขาบอกว่าคนใหญ่คนโต นักธุรกิจมากมายเลื่อมใสศรัทธา ไม่รู้จริงเท็จประการใด (สร้างความน่าเชื่อถือ)

สถานธรรมแห่งนี้ได้เอาความเชื่อ ศาสนามาบังหน้าเพื่อหาผลประโชยน์จากญาติธรรม โดยการบอกว่าลัทธิอนุตตรธรรมนี้คือเป็นการรวมทุกศาสนาทั่วโลกมาไว้รวมกัน เช่น พุทธ คริสต์ อิสลาม เขาบอกว่าใครก็ตามที่ไม่ได้รับธรรมมะเปิดจุดณทวารที่หน้าผาก จะไม่สามารถเข้าสู่นิพพานได้ และจะต้องลงมาเกิดบนโลกมนุษย์ไปเรื่อยๆ ถ้าอยากสุขสบายเป็นเซียนเป็นเทพอยู่บนสวรรค์ไม่ต้องลงมาเกิด ต้องไปรับธรรมมะเท่านั้น คิดดูครับ คนที่รับธรรมมะบนโลกนี้มีอยู่กี่% ผมให้แบบเว่อๆเลย 5% แสดงว่าอีก 95% ตายไปต้องลงมาเกิดใหม่หรือ? เขาบอกเสมอว่าคนที่ได้รับธรรมมะ คือผู้ที่มีบุญวาสนา แสดงว่าอีก 95% ไม่มีบุญไม่มีวาสนาหรือ ถ้างั้น บารัค โอบาม่า วอร์เรน บัฟเฟตต์ สตีฟจ้อบ ฯลฯ ไม่มีบุญวาสนาหรือ? (หรือ บารัค โอบาม่า วอร์เรน บัฟเฟตต์ สตีฟจ้อบ ฯลฯ เคยไปรับธรรมมะมาแล้ว?)
ผมเคยถามเขาว่า ทำไมพระอาจารย์จี้กงถึงกินเหล้ากินเนื้อสัตว์ได้ แต่ทำไมลัทธินี้ถึงบอกว่าอาจารย์จี้กงมาโปรด ไม่ให้กินเหล้ากินเนื้อสัตว์ เขาบอกว่า พระอาจารย์กินเนื้อสัตว์แต่มีนกพิราบบินออกมา และเหล้าที่อาจารย์กินสามารถเทออกมาเป็นทองคำได้ แล้วผมหล่ะทำได้หรือปล่าว(พ่องงงงง)... ผมอึ้งครับ เขามีการย้อนถามผมกลับ เวลาผมบอกว่าผมไม่เชื่อ มันงมงาย เขาก็มักจะพูดว่า ไม่เชื่ออย่าลบหลู่นะ ตายไปจะตกนรกทรมานนะ (มันเป็นจิตวิทยาที่ทำให้เราเกิดความกลัวและไม่กล้าพูดอีก) 

ตอนผมเข้าไปรับธรรมมะ ผมไม่ได้คิดอะไร เพราะผมยังเป็นเด็กอยู่ ผมก้คิดว่าดี เพราะเขาสอนให้กินเจ ทำความดี แต่เมื่อประมาณปีที่แล้วภรรยาของผมได้เข้าไปรับธรรมะ ก่อนรับธรรมมะจะต้องมีพิธีการต่างๆเพื่อให้เกิดความขัง ดูมีความน่าเชื่อถือ และจะต้องมีการบริจาคเงินก่อนถึงจะรับธรรมะได้ ก่อนบริจาคเขาจะพูดประมาณว่า บริจาคยิ่งเยอะยิ่งได้ผลบุญแรง ภรรยาผมได้หยิบเงินออกมา 100บาท เขาทำสีหน้าบึ้งๆ และบอกว่า ทำแค่นี้บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วไม่ได้บุญหรอก เพราะบุญส่งไปไม่ถึง ผมเลยบอกภรรยาให้หยิบแบงค์500ออกมา สีหน้าเขาดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดทันที แล้วมาวันนึง อาม่าผมบอกให้ผมพาลูกผมไปรับธรรมมะ ผมรู้อยู่แล้วว่ามันไม่ดีหลอกลวง แต่ก็พาไปเพราะอยากให้เขามีความสุข ไม่อยากขัดใจอาม่า ผมจึงพาลูกผมไป เช่นเดียวกัน ก่อนรับธรรมมะจะต้องทำบุญก่อนเขาถึงจะทำพิธีให้ ผมหยิบเงินให้เขาไป50 บาท เขาทำหน้าแบบนอยๆเซ็งๆ ผมเลยทำหน้าบึ้งๆใส่เขา เขาเลยไม่พูดอะไร อ้อ และเขาบอกว่า ให้ทุกคนพาคนมารับธรรมมะเพิ่ม ถ้าใครหาได้เยอะ บุญก็ได้เยอะ ไม่มีเคราะห์ และสร้างบรรยากาศให้เกิดการแข่งขันกันในการหาคนมารับธรรมมะเพิ่ม คิดดูดีดีครับ 1คน พาคนมารับธรรมมะ 10 คน = 11คน และทุกคนใน 10คน หามาเพิ่มอีก 10 คน = 111คน หากจ่ายค่ารับธรรมมะคนละ 100บาท = 11,100บาท (บางคนให้เยอะกว่า100บาท) คิดดูสิครับว่าหากถัวเฉลี่ยต่อคน คนละ 300บาท 1000 คน = 300,000 บาท แล้วลัทธินี้มีคนเข้ารับมากกว่า 10,000คน เห็นเขาบอกว่าต้นสังกัดหรือ HQที่ไต้หวันมีคนรับธรรมมะเป็นล้านคน และจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆอีกทั้งในไทย ไต้หวัน และประเทศอื่นๆ คิดดูครับ เงินมหาศาลแค่ไหน คนที่ทำธุรกิจเครือข่ายจะเข้าใจระบบนี้ดีครับ คนที่ทันเขา เขาก็เสียเงินค่ารับธรรมมะไปแล้ว แต่หลายคนที่ไม่ทันเขา เขาก็มาสถานธรรมและบริจาคเงินเรื่อยๆ บางคนถวายที่ดิน ถวายเงินมากมาย คนในสถานธรรมเขามีจิตวิทยาสูงมากครับ เขาอ่านคนออก ใช้คนเป็น สร้างบรรยากาศ เขารู้ว่าคนมีอายุจะเชื่อเรื่องพวกนี้หรืองมงาย และเขารู้ว่าคนมีอายุจะขี้เหงาต้องการเพื่อนเล่นเพื่อนคุย สถานที่แห่งนี้จึงตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายเขา เขาจึงรู้ถึงจุดอ่อนครับ

สาเหตุที่ผมรับไม่ได้และออกมาต่อต้านลัทธิอนุตตรธรรม

เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อวาน ผมไปสถานธรรมกับอาม่าที่ฉะเชิงเทรา ซึ่งมีเพื่อนอาม่าในสถานธรรมที่กรุงเทพไปด้วย2คน และแม่บ้านคนใหม่ของสถานธรรม1คน เพื่อจะไปหาอาจารย์ผู้ใหญ่คนนึง เป็นผู้ชาย อายุ 90ปี พอไปถึงก็พูดคุยกันสัพเพเหระ คุยไปคุยมา เขาบอกว่า อาจารย์คนนี้สามารถดูดวงดูเคราะห์ดูเจ้ากรรมนายเวรได้ เขาก็เริ่มดูให้แม่บ้านก่อน เขาจับตัว จับไหล่ไปเรื่อยๆ และไปคลำที่บริเวณท้องน้อยขอแม่บ้านคนนั้น ผมมอง ผมก็คิด เฮ้ย 90แล้วยังเฒ่าหัวงูอีกหรอวะ แล้วก็บอกว่าผู้หยิงคนนี้มีปัญหาที่มดลูก (เก่งจัง จับแค่นี้ดูออกเลยหรือ?) เขาก็บอกให้ทำบุญเยอะๆและพาคนมารับธรรมมะอีก10คน พอตาอาม่าผม อาม่าก็ยืน เขาก็จับคลำแถวๆหน้าอกข้างขวาของอาม่า ผมก็เริ่มไม่พอใจ ทีนี้บอกให้อาม่าผมหันหลัง แล้วก็จับคลำที่ก้น ผมทนไม่ไหวทำสีหน้าไม่พอใจใส่เขา เขาเลยหยุดและบอกอาม่าผมว่า อาม่ามีอาการปวดเมื่อยที่ตัว เอ้า คนแก่เขาก้ต้องมีอาการปวดเมื่อยสิวะ อาม่าผมแต่เดิมคือเชื่อเรื่องพวกนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เลยยิ่งเชื่อเข้าไปใหญ่ เพราะเขาบอกอาการถูก
เขาบอกอาม่าผมว่าให้ทำบุญเยอะๆ และพาคนมารับธรรมมะเพิ่มเยอะๆ เพราะมีเคราะห์มาก ผมคิดในใจ อาม่าผมทำบุญบริจาคหมดไปไม่น้อยแน่นอน หากจะให้หาคนมารับธรรมมะเพิ่ม แล้วจะช่วยให้หมดเคราะห์ได้จริงหรือ? ที่ต้องการให้คนมารับธรรมมะเพิ่ม ไม่ใช่เพื่อให้รากฐานของลัทธิมั่นคง เครือข่ายกว้างขวาง และเงินทองไหลเข้าลัทธิหรือ? ผมบอกเขาว่าช่วยดูของผมให้หน่อย เขาก็ดูให้ผม เขาบอกว่าผมต้องหยุดกินเหล้า เพราะตับผมเริ่มมีปัญหา เอออันนี้เขาพูดถูก เพราะผมก็กินจริงๆ แต่ผมคิดว่าวัยรุ่นทุกคนก้ต้องเคยกินกันปะครับ ผมเลยไม่สนใจอะไร ผมก็ถามต่อว่า ผมมีอะไรอีกบ้างครับ เขาไม่บอก แต่เขาก็พยามพูดถึงผลเสียของเหล้า ผมคิดว่าเขาคงไม่รุ้จะพูดอะไรและไม่อยากพูดมาก เพราะพูดไปก็กลัวผิด เขาคงรู้แหละว่าผมไม่พอใจสถานธรรมและลัทธินี้มาก เพราะสีหน้าผมและการกระทำของผม เหมือนเป็นการต่อต้านพวกเขาอยู่ตลอด พวกคนพวกนี้เขาพยายามพูดเรื่องที่จะสร้างสถานธรรมแห่งใหม่ เขามีจิตวิทยาในการพูด สร้างบรรยากาศ และพูดจูงใจ พูดอ้อมๆ ให้คนบริจาค เช่น พูดว่า เจ้าของสวนนงนุชที่พัทยาสนิทกับพวกเขามากและศรัทราในสถานธรรมมาก เขาเลยบริจาคที่ดินให้สร้างสถานธรรม คือเหมือนเค้าบิ้วอารมสร้างความน่าเชื่อถือให้อาม่าผมร่วมทำบุญสร้างด้วย อ้อ มีเรื่องนึง ผมได้บอกพวกเขาว่า เนี่ย ไปรับธรรมมะกับผมไหม ที่สถานธรรมกวนอูแถวๆบ้าน (ผมแต่งขึ้นมา ไม่มีจริง) (อ้อ สถานธรรมลัทธินี้ของพวกเขาเป็นอาจารย์จี้กง) ผมบอกไปว่าเนี่ย สถานธรรมกวนอูที่ผมจะพาไป ถ้าได้เข้าพิธีรับเป็นลูกศิษย์ท่านเนี่ย แล้วปฎิบัติธรรมของเทพเจ้ากวนอู จะไม่ต้องมาเกิดเป็นมนุษย์อีก เป็นเซียนอยู่บนสวรรค์ และเขามีสอนธรรมมะด้วย พวกเขาบอกว่าไม่ไปหรอก อันนั้นอะของปลอม ต้องสถานธรรมของพวกเขานี้ ของจริง เพราะมีการเปิดยานทวารอะไรไม่รู้ของเขา ตายไปไม่ต้องลงมาเกิด เสพสุขอยู่บนสวรรค์ ผมก้เลยบอกว่าที่สถานธรรมกวนอูก้มีเปิดจุดยานวารที่หน้าผาก แต่เขายืนยันที่จะไม่ไป 555555 ผมแอบขำในใจ เรื่องราวมันยังมีอีกเยอะ รายละเอียดอีกมาก ว่างๆผมจะมาเล่าใหม่ครับ ติดตามเรื่องราวต่อได้ที่ Facebook เครือข่ายต่อต้าน ลัทธิอนุตตรธรรม