วันจันทร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2556

จับโกหกคาถาเมตเตยยะ(หมีเล่อเจินจิง)


彌勒救苦真經
คัมภีร์สัจจคาถาเมตเตยยะ (หมีเล่อเจินจิง)
(ฝีมือแปลของ ศุภนิมิต มือโปรแห่งลัทธิมารอนุตรธรรมนี้นะจ๊ะ!!)

จับโกหกและอธิบายความผิดเพี้ยนของบทสวดลวงโลกนี้ใหม่โดย



     บทสวดสัจจคาถาเมตเตยยะ หรือ หมีเล่อเจินจิง  เป็นบทสวดที่ผู้คนค่อนข้างรู้จักกันมากมายซึ่งก็ดูเหมือนว่าบทนี้จะเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาแต่ในความจริงแล้วบทสวดนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาเลยแม้แต่น้อย   เนื่องจากบทสวดนี้เป็นบทที่ประพันธ์ขึ้นมาเองโดยลัทธิอนุตตรธรรมทั้งสิ้นโดยมีการนำเอา พระพุทธเจ้าไปแอบอ้างรวมไว้  และยังนำเอาเหล่า เทพ ,สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ,โพธิสัตว์ ทั้งหลายจากศาสนาพุทธและเต๋าเข้าไปผสมโรงยำรวมมิตรจนกลายเป็นความหมายใหม่ประจำลัทธิอันมีความหมายผิดเพื้ยนไปอย่างมากและสุดท้ายก็กลายเป็นบทสวดขายของประจำลัทธิเท่านั้นเอง   

บทสวดนี้เป็นบทสวดที่ลัทธิอนุตตรธรรมได้แต่งขึ้นมาเอง..ด้วยวิธีเข้าทรง..ซึ่งวิธีนี้ถือว่าเป็นวิธีหลักของลัทธิและก็ทำกันมาในทุกยุคทุกสมัยโดยมีประวัติคร่าว ๆ ดังนี้

บทสวดนี้มีความสัมพันธ์กับ ลู่จงอี 路中一  ซึ่งเป็นบรรพจารย์คนสำคัญของลัทธิอนุตตรธรรม  โดยลู่จงอีเป็นบุคคลที่ลัทธิอนุตตรธรรมอุปโลกน์ว่าเป็น พระศรีอารีย์เมตไตรย ซึ่งบางครั้งลัทธิกลับบอกว่าเป็นพระภาคหนึ่ง  แต่ถ้าว่าถ้าเราดูจากบทสวด หมีเล่อเจินจิง ที่เป็นภาษาจีนจะเห็นว่าเดิมทีลัทธิไม่ใด้ใช้คำว่าแบ่งภาคแต่ใช้คำว่าลงมาเกิดโดยตรงซึ่งก็เท่ากับโกหกว่าพระศรีอารีย์เมตไตรยลงมาตรัสรู้เต็มตัวนั่นล่ะ    และเรื่องเหล่านี้ก็แต่งขึ้นให้สอดคล้องรองรับกับเรื่องที่ลัทธินี้ได้แต่งเรื่องว่ายุคแห่งพระศรีอารีย์เมตไตรย์มาถึงแล้วในปัจจุบันซึ่งลัทธิจะเรียกว่า ยุคขาว (ทั้งที่ความจริงพระศรีอารีย์เมตไตรยยังไม่อุบัติขึ้นมาบนโลกใบนี้ด้วยซ้ำ)

ลู่ จงอี เกิดที่เมืองจี้หนิง มณฑลซานตง เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ค.ศ. 1849  ได้ทำพิธีรับธรรมมะเป็นสาวกลัทธิอนุตตรธรรมจาก อาจารย์หลิวชิงซวี(ศิษย์ของ หวังเจว๋อี ผู่ก่อตั้งลัทธิอนุตตรธรรม) ซึ่งเป็นจู่ซือของลัทธิอนุตตรธรรม โดย ลู่จงอี ลาออกจากราชการและเดินทางไปหา อาจารย์หลิวชิงซวี โดยมีเงินติดตัวไป 100 ตำลึง  จนเมื่อได้พบกับอาจารย์หลิว ลู่จงอี จึงได้เสียเงินทั้ง 100 ตำลึงเพื่อเป็นค่าธรรมเนียมจากนั้นจึงได้รับธรรมมะเข้าเป็นสาวกสมใจ

ลู่จงอี

ลู่ จงอี ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1925 รวมอายุได้ 76 ปี

หลังจาก ลู่ จงอี ถึงแก่มรณกรรมแล้ว ลัทธิอนุตตรธรรมได้มีการเชิญพระแม่องค์ธรรมมาเข้าทรงเขียนในกระบะทรายประกาศว่าลู่ จงอี ได้รับอริยฐานะเป็น “จินกงจู่ซือ” และหลังจากมรณกรรมได้ 100 วัน ลัทธิกล่าวว่าวิญญานอาจารย์ลู่ได้เข้าสิงร่างบุรุษชาวมณฑลซานซีชื่อ หยาง ชุนหลิง และนายหยางได้เดินทางมาที่สถานธรรมของลัทธิที่เมืองจี้หนัน มณฑลซานตง และถ่ายทอดโอวาท 2 ครั้ง คือคัมภีร์ "จินกงเมี่ยวเตี่ยน" และคัมภีร์ "หมีเล่อเจินจิง" ทั้งสองคัมภีร์ถือเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ประจำลัทธิอนุตตรธรรม
(ที่มา > ลู่จงอี)

โดยเฉพาะบทสวด หมีเล่อเจินจิง ถือได้ว่าเป็นบทสวดประจำลัทธิและยังถือว่าเป็นบทสวดอันสำคัญและสุงส่งของลัทธิที่สืบทอดกันมาหลายรุ่นจนถึงบัดนี้  

บทสวดหมีเล่อเจินจิงมีดังนี้>>
_________________________________________________

彌勒救苦真經
คัมภีร์สัจจคาถาเมตเตยยะ (หมีเล่อเจินจิง)

   ฝอซัวหมีเล่อจิ้วขู่จิง                     หมีเล่อเซี่ยซื่อปู้เฟยชิง
   หลิ่งเป่าฉีหลูหลิงซันตี้                 เหนี่ยนฮวาอิ้นเจิ้งเข่าซันเซิ่ง
   ลั่วไจ้จงเอวี๋ยนซันซิงตี้                 ต้าเจิ้งซื่อชวนอวั๋งเถาซิน
   เทียนเจินโซวเอวี๋ยนกว้าเซิ่งเฮ่า    เติ่งไต้สือจื้อเตี่ยนเสินปิง
   อวิ๋นเหลยเจิ้นไคอู้จี๋ถู่                    เทียนเซี่ยเสินกุ่ยปู้อันหนิง
   ชินไจ้เหยินเทียนจงฮว๋าหมู่           จิ่วเหลียนเซิ่งเจี้ยวกุยซั่งเซิ่ง
   เทียนฮวาเหลาหมู่ฉุยอวี้เซี่ยน       โซวเอวี๋ยนเสี่ยนฮว่าไจ้กู่ตง
   หนันเป่ยเหลี่ยงจี๋เหลียนจงซวี่       ฮุ่นเอวี๋ยนกู่เช่อไจ้จงอยัง
   เหลาหมู่เจี้ยงเซี่ยทงเทียนเชี่ยว   อู๋อิ่งซันเฉียนตุ้ยเหอถง
   อิงเอ๋อเหย้าเสี่ยงกุยเจียชวี่           ฉือเนี่ยนตังไหลหมีเล่อจิง
   ย่งซินฉือเนี่ยนฝอไหลจิ้ว              ตั๋วตั่วจินเหลียนชวี่เชาเซิง
   ซึเต๋อซีไหลไป๋หยังจื่อ                  เซี่ยงเอ๋อเตี๋ยนเถี่ยฮว่าเฉิงจิน
   เหม่ยยื่อจื้อซินฉังฉือเนี่ยน            ซันไจปาหนั่นปู้ไหลชิน
   เหย้าเสี่ยงเฉิงฝอฉินหลี่ไป้           ฉังฉือชงหมิงจื้อฮุ่ยซิน
   ซิวทิงเสียเหยินหูซัวฮว่า               เหลาซวนอี้หม่าเนี่ยนอู๋เซิง
   เหลาหมู่เจี้ยงเซี่ยเจินเทียนโจ้ว     ย่งซินฉือเนี่ยนโหย่วเสินทง
   หมั่นเทียนซิงโต่วโตวเซี่ยซื่อ        อู่ฟังเลี่ยเซียนเซี่ยเทียนกง
   เก้อฟังเฉิงหวงไหลตุ้ยเฮ่า            เป้าซื่อหลิงถงฉาเตอชิง
   ซันกวนฉือเปยต้าตี้จู่                    เซ่อจุ้ยซันเฉาจิ้วจ้งเซิง
   จิ้วขู่เทียนจุนไหลจิ้วซื่อ                ชินเตี่ยนเหวินปู้เจียตี้เสิน
   ปาต้าจินกังไหลฮู่ฝ่า                    ซื่อเว่ยผูซ่าจิ้วจ้งเซิง
   จิ๋นหลิ่งซันสือลิ่วเอวี๋ยนเจี้ยง         อู๋ไป่หลิงกวนจิ่นสุยเกิน
   ฝูจู้หมีเล่อเฉิงต้าเต้า                    เป่าอิ้วเซียงเอ๋อเต๋ออันหนิง
   เป่ยฟังเจินอู่เหวยเจี้ยงไซว่           ชิงเหลี่ยนหงฝ่าเสี่ยนเสินทง
   เฉอฉี่เจ้าฉีเจอยื่อเอวี้ย                 โถวติ่งเซินหลัวชีเป่าซิง
   เวยเจิ้นเป่ยฟังเหวยโซว่โส่ว         ซู่ฉิ่งจูเอ้อกว้าเจี่ยปิง
   ตาจิ้วเอวี๋ยนเหยินเซียงเอ๋อหนวี่    หั่วกวงลั่วตี้ฮว่าเหวยเฉิน
   ซื่อไห่หลงอวั๋งไหลจู้เต้า              เก้อเจี้ยเสียงอวิ๋นชวี่เถิงคง
   สือฟังเทียนปิงฮู่ฝอเจี้ย                เป่าอิ้วหมีเล่อชวี่เฉิงกง
   หงหยังเหลี่ยวเต้ากุยเจียชวี่         จ่วนเต้าซันหยังหมีเล่อจุน
   อู๋อวั๋งชื่อลิ่งจี้เซี่ยเซิง                   โซวฝูหนันเอี๋ยนกุยเจิ้งจง
   ไหลอวั่งเจ้าเซี่ยเจินเอี๋ยนโจ้ว       ฉวนเซี่ยตังไหลต้าจั้งจิง
   อิงเอ๋อช่าหนวี่ฉังฉือเนี่ยน             เสียเสินปู้กั่นไหลจิ้นเซิน
   ฉือเนี่ยนอี๋เปี้ยนเสินทงต้า            ฉือเนี่ยนเหลี่ยงเปี้ยนเต๋อเชาเซิง
   ฉือเนี่ยนซันเปี้ยนเสินกุ่ยพ่า          อวั่งเหลี่ยงเสียหมอฮว่าเหวยเฉิน
   ซิวฉือเจี๋ยเน่ยสวินลู่จิ้ง                 เนี่ยนฉี่เจินเอี๋ยนกุยฝอลิ่ง

                   หนันอู๋เทียนเอวี๋ยนไท่เป่าอาหมีถัวฝอ 
________________________________________________

      โดยบทสวดดังกล่าวได้พบว่ามีพิรุธและมีความผิดเพี้ยนหลายประการ  เมื่อแปลออกมาแล้วก็ยิ่งมีแต่ความผิดเพี้ยน  ทั้งนี้บทสวดดังกล่าวได้มีการดึงเอา ศาสนาพุทธ และ เต๋า รวมทั้งบุคคลสำคัญในอดีตไปแอบอ้างผสมโรงให้เสียหายมากมายซึ่งทำให้ประชาชนมากมายที่ได้พบเห็นอาจจะเกิดความสับสนและเข้าใจศาสนาพุทธ และ เต๋า ผิดเพี้ยนไปจากเดิมอันจะเป็นภัยต่อพระศาสนาอย่างยิง เนื่องจากลัทธินี้ได้มีการนำเอาบทสวดนี้ไปแพร่กระจายไว้ตามสถานที่สำคัญต่าง ๆ แม้กระทั่งในวัดหรือสถานศึกษาก็ตาม  รวมทั้งมีการแพร่กระจายออกไปตามสื่อต่าง ๆ มากมาย หรืออาจมีการพยายามนำไปรวมไว้กับบทสวดของฝ่ายมหายาน  ซึ่งผู้ที่พบเห็นอาจจะเข้าใจผิดในเบื้องต้นว่าบทสวดนี้เป็นบทที่รวมอยู่ในพุทธศาสนาฝ่ายมหายานทั้งที่ความจริงไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกับพุทธศาสนาทั้งสิ้น

     ณ.บัดนี้เราจึงขอนำเอาบทนี้มาอธิบายใหม่ตามความจริงและเชิญชวนพี่น้องทั้งหลายร่วมกันศึกษาพร้อมทั้งจับโกหกบทสวดลวงโลกของลัทธิอนุตตรธรรมไปพร้อม ๆ กันในครั้งนี้ทีละประโยค

ดังนี้>>

หมายเหตุ : คำที่จะพบบ่อยได้แก่
จุดญานทวาร หรือ จุดสถิตจิตญาน คือจุดกลางคิ้วบริเวณดั้งจมูกหัก
สัจจคาถา คือ คาถาห้าคำ-อู๋ไท่ฝอหมีเล่อ
ลัญจกร หรือ มุททรา คือท่ามือกราบที่ลัทธิอนุตตรธรรมคิดขึ้นใหม่



說彌勒救苦

 ฝอชัว : พระพุทธองค์โปรดแสดงธรรม
彌勒 หมีเล่อ : พระเมตเตยยะ
救苦 จิ๋วขู่ : เปลื้องทุกข์
 จิง : คัมภีร์

แปล : พระพุทธองค์ได้โปรดแสดงธรรม ว่าด้วยคัมภีร์ สัจจคาถาเมตเตยยะอันสามารถเปลื้องทุกข์ได้กล่าวคือ...

อธิบาย>> 
ขึ้นต้นมาก็อ้างเป็นพุทธสูตรแล้ว อ้างพระพุทธเจ้ามาแล้ว ตรงนี้ขอให้อ่านจาก
และ

ตัวอย่างข้างต้นเป็นเรื่องการนำคาถาโกหกนี้ไปยัดใส่พระโอษฐ์พระพุทธเจ้า
 = ฝวอซัว คือ พุทธวจนะ หมายถึง คำตรัสแสดงโดยพระพุทธเจ้า
 = จิง คือสูตร หรือ สุตตะ แปลว่า ฟังหรือศึกษามาด้วยรับฟัง
ไป ซึ่งในพระสูตรจากพระไตรปิฏก ซึ่งเป็นส่วนที่อานนท์เถรเจ้าพุทธอุปฐากผู้ได้ทรงจำพุทธวจนะที่แสดงไว้ในที่ต่างๆ ทั้งหมดได้สาธยายตอบแก่ที่ประชุมพระอรหันต์ ๕๐๐ รูป โดยมีพระมหากัสสปเถรเจ้่าเป็นประธานครั้งปฐมสังคายนาที่ถ้ำสัตบรรณคูหาหลังพุทธปรินิพพาน ๓ เดือน 

คำว่า "สังคายนา" หมายถึง สวดพร้อมกัน หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “สังคีติ” แปลว่า สวดพร้อมกัน 
โดยการนำเอาคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่ทรงจำไว้ (โดยพระอานนท์) มาแสดงในที่ประชุมพระสงฆ์ จากนั้นให้มีการซักถามกัน จนกระทั่งที่ประชุมลงมติว่าเป็นอย่างนั้นแน่นอน (คือถูกต้องตามหลักพุทธวจนะทั้งหลายแล้ว)

และเมื่อได้มติร่วมกันแล้วในเรื่องใด ก็ให้สวดขึ้นพร้อมกัน การสวดพร้อมกันแสดงถึงการลงมติร่วมกันเป็นเอกฉันท์ และเป็นการทรงจำกันไว้เป็นแบบแผนต่อไปโดยเรียกว่าสูตร เช่น ธัมมจักกัปปวัตนสูตร อาทิตตปริยายสูตร อนัตตลักขนสูตร จักกวัตติสูตร ฯลฯ  ดังนั้น สูตรทั้งหลายของพระพุทธศาสนาและบรรดาพุทธวจนะจะมีออกมานอกเหนือจากพระอานนท์ได้เอามาสาธยายแสดงต่อจากพระพุทธเจ้าไว้ไม่มี

และเพราะเนื้อหาของพุทธวจนะที่เรียกว่าพระสูตร มาจากการที่พระอานนท์สาธยายแสดง โดยการท่องจำ ก็ท่องจำกันตั้งแต่คำแรก คำขึ้นต้นของสูตรจึงมีว่า

เอวัมเม สุตัง เอกัง สะมะยัง ภะคะวา... (ภาษาบาลี) หรือ
如是我聞:一時薄伽梵... หยู สี อั้ง บุ้ง: เจ็ก ซี๊ เปาะ เกีย ฮวม (ภาษาจีน)
ที่แปลว่า : ดังข้าพเจ้า (พระอานนท์) ได้สดับมาอย่างนี้ ในสมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า...ฯลฯ

สาเหตุที่ต้องมาจากการรับฟัง เพราะสมัยพระพุทธเจ้าทรงดำรงอยู่ การสอนแสดงธรรม ก็มาจากกาารตรัสของพระพุทธเจ้า ให้พุทธบริษัทฟังและจดจำเอาเอง  การนำไปสอนต่อก็มาจากการจดจำไปกล่าวต่อกัน เรียกว่า มุขปาฐะ (การบอกกันมา การบอกเล่ากันต่อหน้า) ดังนั้นจึงไม่มีการจดบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร

การจดบันทึกพระธรรมเป็นลายลักษณ์อักษร มาปรากฏมีขึ้นในการสังคายนาคราวต่อๆ มา ดังนั้น เมื่อจดบันทึกเป็นอักษรมาจากการท่องจึงใช้คำว่าสูตร หรือสุตตํ ที่แปลว่า มาจากการรับฟัง และต้องเป็นเฉพาะแต่การรับฟังมาจากพระอานนท์ ผู้เป็นพระเถรเจ้าที่ทรงจำพระสูตรทั้งหมดไว้ทั้งสิ้น ดังเหตุผลข้างต้น

ดังนี้ การจะเป็นสูตรจากพุทธวจนะหรือไม่ข้อพิจารณาข้อแรกก็ต้องดูตั้งแต่การกล่าวนำว่าเป็นไปตามปกติธรรมดา และถูกต้องตามที่มาหรือไม่อย่างไร  เพราะหากเอาแต่ยกมาลอยๆ ว่าพระพุทธเจ้าตรัสอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วใส่คำว่าสูตรลงไปโดยไม่มีการผ่านมาจากการสาธยายของพระอานนท์ ย่อมพิจารณาได้ความว่า ไม่ได้มีที่มาเลยจากพระไตรปิฏก และย่อมไม่สงเคราะห์เข้าด้วยพระสูตร จากพุทธวจนะในหมวดใหญ่

ความจริงก็ปรากฏว่า คาถานี้ได้มาจากการเข้าทรงอันเป็นวิธีการที่ไม่มีในพระพุทธศาสนา และผิดธรรมชาติของพระพุทธธรรมรวมถึงวิธีการจัดร้อยกรองพระธรรมตามอย่างพุทธสาว  จึงเป็นการนำเอาคาถาจากการเข้าทรงมายัดใส่พระโอษฐ์พระพุทธเจ้า และจะทำให้เกิดความเสียหายต่อพระพุทธศาสนาได้โดยตรง

นี่ขนาดแค่เปิดหัวเรื่องมาประโยคแรกนะยังมั่วได้ขนาดนี้ครับ
แล้วคอยดูประโยคต่อไปแล้วกันว่าจะมั่วได้ใจแค่ใหน


彌勒下世不非輕

彌勒下世 หมีเล่อเซี่ยซื่อ: พระเมตเตยยะอุบัติมายังโลกมนุษย์
不非輕 ปู้เฟยชิง : มิใช่เรื่องเล็กน้อยธรรมดา

แปล : อันว่าพระเมตเตยยะ โปรด "แบ่งพระภาค" อุบัติ มาในกาลครั้งนี้เพื่อเจริญปณิธานโปรดสามโลกในชั้น เทพเทวา มนุษย์และผี เพื่อการแปรเปลี่ยนโลกวุ่นวาย ให้เป็นเอกภาพ สมานฉันท์เป็นหนึ่งเดียวกัน การอุบัติ มาของพระองคํในครั้งนี้จึงมิใช่เรื่อง เล็กน้อยธรรมดา

อธิบาย>>
บทสวดบ่งชี้ชัดแน่นอนว่า ลัทธิอนุตรธรรม สอนว่าพระเมตไตรยลงมาอุบัติแล้วในโลกมนุษย์ !!!!
แล้วแปลออกมาว่า แบ่งพระภาคได้เช่นไร เพราะในคำสวด คำว่า 下世 คือลงมาเกิดในโลก ถ้าจะลงมาขนาดนี้ไม่ต้องแบ่งพระภาคแล้ว ลงมาปกครองยุคขาวได้เท่ากับมาตรัสรู้เต็มตัวลัทธิโกหกแล้วเรียบวุธมาหลายต่อหลายหนแล้วนา

(สาวกจะมาแถบอกว่าอวตารไม่ได้ ไหนว่ายุคสุดท้ายปลายกัลป์ แล้วหมดภัทรกัลป์นี้ก็พระเมตไตรย์พอดี แล้วจะไปประสูติตรงไหนอีกดี ตำนานยังแต่งมาบิดเบือนไม่ลงตัว... นอกจากบอกว่าอีกแสนกว่าปีจะปรกโปรดอีกหน แล้วสามยุคตอนนั้นมีพระเมตไตรยลงมาอีกรอบกับพระพุทธเจ้าองค์ไหนอีกลัทธิยังอ้างไม่กระจ่าง...)


領寶齊魯靈山地

領寶 หลิ่งเป่า : สนองรับรัตนะพระโองการฯ
齊魯 ฉีหลู่ : เมืองฉีหลู่มณฑลชันตง ประเทศจีน
靈山地 หลิงชันตี้ : ดินแดนแห่งภูเขาคักดิ้สิทธิ์

แปล : พระองค์สนองรับพระโองการลํ้าค่าหาใดเสมอ เหมือน ดุจดั่งรัตนะวิเศษสุดจากอนุตตรพระแม่องค์ธรรมฯ พระเมตตยะ "แบ่งพระภาค" อุบัติมา ณ เมืองฉีหลู่ มณฑลชันตง ดินแดนวิเศษแห่งภูเขาคักดึ๋สิทธิ์
(ดินแดนวิเศษแห่งภูเขาคักดิ์สิทธินอกจากจะหมายถึงสถานที่แล้วยังหมายถึงจุดสถิตพุทธจิตธรรม- ญาณของร่างกายสังขาร = จุดกลางหว่างคิ้วนั่นแล !!)

อธิบาย>> 
ชัดเจนว่า เป็นลู่จงอี เกิดฉีหลู่ มณฑลซานตง เจาะจงแน่นอนไม่มีใครอื่น !!!
หมายเหตุ : คำว่า "แบ่งพระภาค" ที่สาวกแปลออกมานั้น เป็นการอธิบาย "เกินเนื้อความของบทสวด" แน่นอน เพราะหลังจากที่ลัทธิถูกความเป็นจริงของหลักฐานในพระศาสนาตีตอบโต้ จนต้องเปลี่ยนตำนานลู่จงอีที่ว่าเป็นพระเมตไตรยลงมาเกิดโดยตรง ให้เป็นว่าเป็นร่างแบ่งภาค โดยยังไม่อาจจะแต่งตำนานโปรดโลกอีกแสนกว่าปีข้างหน้าได้อย่างชัดเจนแต่ก็แก้จุดอ่อนถมๆ ไปก่อนตามหลัก "อ้างอะไรก็ตาม ขายอะไรก็ได้ ต้องให้ลัทธิอยู่รอด"


拈花印證考三乘

拈花 เหนี่ยนฮวา : ใช้นิ้วจับดอกไม้
印證 อิ้นเจึ่ง : เป็นเครื่องหมายให้ประจักษ์
考三乘 เข่าชันเฉิง : ยืนยันให้รู้ชัดถึงสามระดับยาน

แปล : เป็นเรื่องเดียวกันกับที่ "พระผู้มีพระภาค" เคย ประจงจับดอกไม้ชูขึ้นตรงพระพักตร์ แสดงปริศนา ธรรมให้ประจักษ์จุดตร้สรู้ขั้นสูงสุดระดับยานที่สามแด่สงฆ์สาวกหนึ่งพันสองร้อยห้าสิบรูป ณ เชิงเขาคิชกูฏ

(ยานหรือญาณระดับต้น คือ : ระดับจิตและ แนวทางที่สาธุชนปฏิบัติบำเพ็ญโดยยึดหมายในอิทธิปาฏิหารย์ยึดหมายในวัตถุนามรูป และผลบุญ..........
ยานระดับกลางคือ : ปฏิบัติบำเพ็ญโดยยึดหมายพิธีกรรมพรํ่าสวด นั่งนึ่งภาวนา.......
ยานระดับที่สามคือ : ปฎิบัติบำเพ็ญโดยเข้าถึง จิตเดิมแท้ เข้าถึงสุญญตาภาวะ เข้าถึงวิถีแห่งจิต รู้จุดสถิตพุทธจิตธรรมญาณคือจุดตรัสรู้โดยตรง)

อธิบาย
วรรคนี้อ้างเรื่องต้นกำเนิดนิกายเซ็นที่พระพุทธเจ้าชูดอกบัวหน้าหมู่สงฆ์แล้วพระมหากัสสปะเข้าใจความหมาย ตรงนี้เป็นเรื่องราวของนิกายเซ็นที่ลัทธินี้นำเอามาใช้เป็นเครื่องมือหากินแล้วกล่าวแต่งเติมให้บิดเบือนจากเดิมว่า  เหตุการณ์ครั้งนั้นหมายถึงพระพุทธเจ้าถ่ายทอดวิถีธรรมให้พระมหากัสสปะได้รู้จุดญานทวารกลางคิ้ว และลัทธิก็ใช้ความมั่วนี้หากินมาตลอด 

-------------------------------------------------------------------

เพิ่มเติม>>ซึ่งตามตำนานของเซ็นนั้นเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับจุดญานทวารกลางคิ้วแต่อย่างใดแต่ลัทธิอนุตตรธรรมกลับนำเรื่องนี้มาต่อเติมแต่งเรื่องเข้าไปเองทั้งสิ้นโดยที่ เซ็น ก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความคิดส่วนเกินเรื่องนี้แต่อย่างใด

ความจริงแล้วเรื่องตำนานของ เซ็น ที่พระพุทธเจ้าชูดอกบัวต่อหน้าหมู่สงฆ์นั้นเป็นวิธีการสอนของนิกาย เซ็น ที่เรียกว่า ซันเซ็น หรือ โกอาน โดยวีการสอนแบบ โกอาน เป็นการสอนที่ไม่ยึดคัมภีร์เพื่อการรู้แจ้งธรรมชาติปัจจุบันนั้นโดยฉับพลันซึ่งจะเป็นปริศนา  อาจเป็นคำถามซึ่งจะมีคำพูดหรือไม่มีก็ได้หรืออาจจะเป็นภาพก็ได้  โกอันเป็นปัญหาที่ยากจะหาคำตอบและคำตอบก็ไม่ตายตัวซึ่งก็สุดแล้วแต่ว่าปัญญาแต่ละคนอาจจะคิดได้ต่างกัน

โกอาน แรกของเซ็นคือเรื่องที่ว่า  "พระพุทธเจ้าได้ทรงชูดอกบัวขึ้นต่อหน้าหมู่สงฆ์แล้วไม่ตรัสอะไร ผู้ที่เข้าใจความหมายได้คือพระมหากัสสปะ"(เรื่องที่ลัทธิอนุตตรธรรมเอาไปแอบอ้างหากินไม่จบสิ้นนั่นล่ะ)  ซี่งในพระไตรปิฏก พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสเปรียบเทียบตัวพระองค์เองกับดอกบัวว่า เป็นผู้เกิดและเจริญเติบโตในโลกแต่อยู่เหนือโลก (ละอาสวะได้) ไม่แปดเปื้อนด้วยโลกเหมือนดอกอุบล (บัวเขียว) ดอกปทุม (บัวหลวง) และดอกปุณฑริก (บัวขาว) 

ต่อมาเหล่าอาจารย์ของ เซ็น ได้ใช้โกอานนี้เป็นโศลกปัญหาธรรมชั้นสูงเพื่อให้ศิษย์ได้ขบคิดหาคำตอบทางพุทธธรรม หรือเพื่อสรรหาผู้ที่จะมีสมบัติเป็นสังฆปริณายกเป็นต้น
ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ http://gsbooks.gs.kku.ac.th/54/grc12/files/hdp3.pdf

เพราะฉะนั้นปริศนาธรรมเรื่องการชูดอกบัวของพระพุทธเจ้าจึงไม่ใช่การถ่ายทอดจุดญานทวารกลางคิ้วตามที่ลัทธิอนุตตรธรรมแต่งเรื่องโกหก  และพระมหากัสสปะก็ไม่ได้บรรลุธรรมเพราะเรื่องจุดญานทวารกลางคิ้ว แต่อย่างใด ส่วนในทางพระไตรปิฏกฝ่ายเถรวาทพระมหากัสสปะนั้นท่านบรรลุธรรมตั้งแต่บวชได้ 8 วันแล้วครับ

ที่สำคัญพระอรหันต์ในสมัยพุทธกาลนั้นมีตั้งมากมาย  ถ้าหากจะให้เชื่อตามที่ลัทธิอนุตตรธรรมกล่าวอ้างว่ามีพระมหากัสสปะได้รู้ความลับทำให้บรรลุธรรมเพียงผู้เดียว  แล้วถ้าเช่นนั้นพระอรหันต์องค์อื่น ๆ หายไปใหนหมดครับ ??  

และถ้าหากพระมหากัสสปะได้รับการถ่ายทอดความลับนี้มาแต่ผู้เดียวจริงตามที่ลัทธิบอก  ถ้าเช่นนั้นพระอรหันต์องค์อื่นที่ไม่ได้รับการถ่ายทอดเหตุใดจึงบรรลุธรรมได้ ?? นั่นก็แสดงว่าการจะบรรลุธรรมได้นั้นมันก็ไม่เกี่ยวกับความลับที่จุดกลางคิ้วแต่อย่างใด  

เพราะฉะนั้นทฤษฏีจุดนิพพานกลางคิ้วของลัทธิอนุตตรธรรมจึงเป็นเรื่องโกหกพกลมทั้งเพ

-------------------------------------------------------------------

ลัทธินี้อธิบายผิดพลาดมั่วซั่วอย่างมหันต์เพราะตีเอาคำว่า 三乘 ที่มีใช้ในพระพุทธศาสนามหายาน เอาไปอธิบายความแบบนึกคิดเองเอง อธิบายว่าเป็นยานสามยานที่แต่งเองดังในวงเล็บด้านบน

ตามความเป็นจริง คำว่า 三乘 ในฝ่ายมหายาน ท่านหมายถึงยานสามยาน สามระดับที่ทางมหายานแบ่งไว้คือ
๑. สาวกยาน เป็นฝ่ายผู้บำเพ็ญเพื่อเป็นพระอรหันตสาวกของพระพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่งๆ 

๒. ปัจเจกพุทธยาน เป็นฝ่ายผู้บำเพ็ญเพื่อเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า (ช่วงที่โลกยังว่างจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็จะมีพระพุทธเจ้าปัจเจกโพธิ์มาตรัสรู้มีได้หลายๆ พระองค์แต่ไม่ออกประกาศพระธรรมอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้า)

๓. โพธิสัตว์ยาน หรือพุทธยาน เป็นฝ่ายผู้บำเพ็ญอย่างพระโพธิสัตว์เพื่อจะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อมาเป็นบรมครูแห่งเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายรื้อขนสรรพสัตว์ให้พ้นจากวัฏฏสงสารเป็นพระบรมศาสดาแห่งโลกธาตุหนึ่งๆ ซึ่งถือเป็นยานที่สูงสุด

จากที่อธิบายจะเห็นความหมายของสามยานที่แท้จริง   ไม่ใช่ความหมายที่สาวกแปลและอธิบายอย่างในวงเล็บข้างบนที่ไปแบ่งระดับต้น ระดับกลาง ระดับสาม ตรงนั้นทุกระดับเป็นระดับมั่วเป็นวิธีการปกติของลัทธิอนุตรธรรมที่สร้างพิรุษให้ความเป็นจริงต้องปรากฏมาหักล้างจนได้ นะจ๊ะ...
น่าสังเวชโดยแท้ ลัทธิจับฉ่ายต้มผสมรวบ เวรกรรม เวรกรรม!!

  
落在中原三星地

落在中原 ลั่วไจ้จงเอวึ๋ยน : ปรกโปรดลงสู่ใจกลางต้นกำเนิด
三星地 ชันชิงตี้ : ดินแดนสามดาว
อักษรจีนชิน (คือ หัวใจมีสามจุดเหมือนสามดาว
สามจุด หมายถึง คือ : โลภ โกรธ หลง

แปล : ใจกลาง ต้นกำเนิดแห่งอารยประเทศของโลก คือ ประเทศจีน  ใจกลางต้นกำเนิดแห่งกายสังขาร คือ จุดสถิต พุทธจิตธรรมญาณ (จุดกลางหว่างคิ้วราวต้นดั้งจมูก) เป็นดินแดนวิเศษที่อยู่เหนือดินแดน สามดาว หมายถึง หัวใจที่ก่อเกิด อารมณ์โลภ โกรธ หลง

(การถ่ายทอดวิถีอนุตตรธรรมหรือวิถีแห่งจิตได้ เริ่มขึ้นและสืบต่อเรื่อยมาหลายพันปีที่ประเทศจีน  การถ่ายทอดวิถีอนุตตรธรรมสู่สาธุชน จนถึง เทพเทวา และวิญญาณผี เบื้องบนได้โปรดอนุญาต ตั้งแต่สมัยพระบรรพจารยํจินกง (ลู่จงอี) เป็นต้นมา)

อธิบาย 
ลัทธิแห่งความเป็นชาตินิยม เมื่อเป็นฝีมือคนจีนก่อร่างสร้างลัทธิ ย่อมต้องถือดินแดนแห่งตนเองเป็นศูนย์กลางจักรวาล ซึ่งตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์แท้จริงจะบอกว่าจีนเป็นต้นกำเนิดอารยประเทศของโลกได้หรือไม่ ?
เพราะในแถบดินแดนอื่นที่มีอารยธรรมเช่นเดียวกับจีน อาทิ ชนชาติสุเมเรียน แถบลุ่มน้ำไทกรีส ยูเฟรตีส ชนชาติอียิปต์ แถบลุ่มน้ำไนล์ ฯลฯ และที่สำคัญชนชาติอารยัน ซึ่งเป็นชนชาติต้นกำเนิดอารยธรรมแถบประเทศอินเดีย พวกชนชาติเชื้อพันธุ์เหล่านี้หายไปไหนแล้วล่ะ ลัทธิอนุตรธรรม ?


大證四川王桃心

大證 ต้าเจิ้ง : ประจักษ์หลักฐานครั้งยิ่งใหญ่
四川 ซื่อซวน : มณฑลเสฉวน หรือธารโลกีย์สี่สาย คือ หู ตา จมูก ปาก
王桃心 อวั๋งเถาชิน : ชึ่อสวนดอกไม้ หรืออีกนัยหนึ่งคือ กลางใจอ๋อง (ผู้เป็นใหญ่)

แปล : ประจักษ์หลักฐานครั้งยิ่งใหญ่ ปรากฏในมณฑลเสฉวน ณ สวนดอกไม้อวั๋งเถาชิน
(พระวิสุทธิอาจารย์แห่งยุครู้กาลดับขันธ์บรรลุธรรมของพระองค์ ณ ทีแห่งนี้ศึกษารายละเอียดได้จาก หนังสือ "พระพุทธบรรพจารย์เทียนหยาน")

ประจักษ์หลักฐานครั้งสำคัญ ณ กลางใจอ๋องผู้เป็นใหญ่เหนือธารบาปธารโลกีย์ทั้งสี่สาย  ธารบาปธารโลกีย์ทั้งสี่สาย คือ หู ตา จมูก ปาก
อักษรจีนกลางใจอ๋อง หมายถึง จุดสถิต พุทธจิตธรรมญาณอันเป็นศูนย์กลางกาย

อธิบาย
ตามหลักฐานสำคัญที่ปรากฏ ตามความเป็นจริง จางเทียนหยาน (จางกวงปี้) หรือกงฉัง ที่ยกยอกันหนักหนา เสียชีวิตอย่าง "กระทันหัน" ในสวนดอกไม้ดังกล่าว ขณะชมนกชมไม้  สาวกรุ่นหลังสร้างเรื่องว่าทราบเวลาล่วงหน้าอยู่แล้ว แต่งประโยคคำพูดลอยๆ ของกงฉังมานิดๆ หน่อยๆ เรื่องลาโลก แล้วเอามาอ้างขายว่า กงฉังรู้เวลาตาย ทั้งที่ความจริงไม่มีแม้แต่จะมอบหมาย หรือกล่าวสั่งลาอะไรจริงๆ มีเพียงเรื่องแต่งกลบนรอยพิรุษเท่านั้น



 ภาพซ้าย บรรดาสาวก แห่กันมาคารวะศพ
ภาพกลาง รูปถ่ายช่วงบั้นปลายชีวิตอาแป๊ะคนนี้
ภาพขวา รูปถ่ายที่ระลึกหน้าฮวงซุ้ย จุดหมายปลายทางแห่งชีวิต อาแป๊ะเทียนหยาน


หลายๆ ท่าน คงอยากเห็น ว่าบรรพจารย์ตัวดี ฝังอยู่ตรงไหนนะจ๊ะ

1947929日(农历八月十五,中秋节),在四川成都的王桃心花園突然去世,虚岁59岁。後來張天然被他的徒弟葬於杭州西湖以南。他的墓碑「先師張公天然之墓」,係他的徒弟國民黨要人居正所

>> ปี 1947 เดือน 9 วันที่ 29 ตรงกับวันที่ 15 เดือน 8 ตามจันทรคติ ได้จากโลกนี้ไป "อย่างกระทันหัน" ที่สวนดอกไม้ ของ หวังท้อซิน ที่ เมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน รวมอายุ 59 ปี จากนั้นจางเทียนหยาน ได้ถูกศิษย์นำศพไปทางใต้ของเมืองหางโจว ซีหู บนหลุมศพจารึกว่า ....หลุมศพ บรรพจารย์ จางกง เทียนหยาน ...ให้ผู้คนทราบ...

>>> ปัจจุุบันไม่ทราบยังอยู่ที่เดิมหรือไม่ หรือทางรัฐบาลจีนปรับพื้นที่ทำเล้าหมูไปแล้ว ไม่ก็น่าจะเป็นมุมบ่อพักขยะสาธารณะ......ถ้ามีโอกาสไปท่องเที่ยวลองจูงสุนัขไปเดินเล่นแถวนั้นดูกันได้นะจ๊ะ ...สุนัขตัวน้อยต้องฉี่ต้องอึให้เป็นที่เป็นทางนะลงทรายในกระถางธูปเลยก็ได้ กลบสะดวกดี สะอาดตา...

หมายเหตุ : เราไม่ได้ใส่ความ สุดท้ายบรรพจารย์ลัทธิที่ว่าสูงสุดสูงส่งในสามโลกไม่รู้แม้กระทั่งวาระสุดท้ายตนเอง ตายไปอย่างกระทันหันขณะชมนกชมไม้คงจะมีความสุขดีพิลึ  แล้วก็ไม่เคยได้พิสูจน์ ว่าตายตัวนิ่มหรือไม่นิ่ม และที่สำคัญป่านนี้คงเน่าผุคาหลุมไปเรียบร้อยโรงเรียนมาร นะจ๊ะ...

และบทสวดนี้มีพิรุษสอดคล้องกับเรื่องของศิลาชายแซ่หลินอย่างไร อ่านได้ที่

ตีแผ่ความจริง กรณีอ้างประจักษ์หลักฐานศิลาไร้ตัวตนอีกแผ่นหนึ่ง
(ศิลาชายแซ่หลิน)

ต่อจากแผ่นก่อน ที่ลัทธิอนุตรธรรมจะนำเอาประจักษ์หลักฐานของลัทธิมาอ้าง และมักกล่าวถึงศิลาจารึกทำนายจากอดีตที่ปรากฏให้เห็นในที่นี้เป็นแผ่นที่สอง ลองมาดูว่าเขาอ้างประกอบหลักฐานของเขาว่าอะไรบ้าง...

...............................................................

ลัทธิอนุตตรธรรมกล่าวดังนี้>>
"ภายหลังต่อมา ในสมัยสงครามญี่ปุ่นรุกรานประเทศจีน ชายแซ่หลินถูกทหารญี่ปุ่นจับตัวไปใช้แรงงานริมฝั่งแม่น้ำฮวงโห แล้วเขื่อนดินริมฝั่งแม่น้ำพังทลายลงมา ก็ปรากฎแผ่นศิลาจารึกโบราณ  ต่อมาชายแซ่หลินได้มอบให้นายอู่ฝูไหลเพื่อนบ้าน

ข้อความในศิลาจารึกนี้สอดคล้องกับอักษรปริศนาของท่านหลิวป๋ออุนหลายประการ คือ

1. ลักษณ์การเขียน เป็นคำปริศนาซ่อนความหมายเอาไว้เช่นเดียวกัน
2. การวางตัวอักษร เพื่อกำหนดการอ่านออกมาเหมือนกัน
3. มีพระนามว่า "กงฉัง" ซึ่งเป็นผู้รับพระโองการสวรรค์ในการเผยแพร่ธรรมเหมือนกัน
4. การขอรับวิถีธรรม เพื่อรอดพ้นจากภัยพิบัติในธรรมกาลยุคขาวตรงกัน

แผ่นศิลาจากรึกนี้ได้กำหนดเหตุการณ์เกี่ยวกับการโปรดสัตว์ของพระวิสุทธิอาจารย์ "กงฉัง" เอาไว้อย่างชัดเจน ซึ่งถอดความได้ดังนี้

** กงฉัง รับโองการกำหนดฟ้า
ปากให้ใจประทับแพร่ธรรมจริง
จากชวดย่างมะแมเข้าเกณฑ์กัป
ตะวันเดือนเหมือนกระสวยกี่ไม่มีหยุด
มวลมนุษย์ไม่ตื่นหลงหลับฝัน
ทั่วกันตกต่ำไม่กลับคืน
หนึ่งคำให้สำนึกหนทางแจ้ง
ณ จุดแดนแสนประเสริฐมุ่ง "หลงฮว๋า"
ทศพุทธปกครองหล้ามาเมตตรัย
เปลี่ยนโฉมชำระใจกลับบ้านเดิม
ถึงคราวยุคขาวอนุตตรธรรมโปรดปรกทั่ว
อีกอุบัติเก้าเก้ามหันตภัย
ไฟ น้ำ มีด สงคราม อาวุธกระทะเดือด
ยิ่งกว่าลมบรรลัยไม่อาจต้าน
ยังไม่มหาประลัยไม่อาจด้าน
ยังมีมหาประลัยภัยพิบัติ
หญิงชายร่ำไห้ ผีสางเทวดาผวากลัว
แม้นไม่มีธรรมแท้หรือรอดภัย
ทิ้งขุ่นคืนใสขึ้นเรือธรรม
นาวากลางสมุทรใครแจว
หอกสั้นธนูยาวตัดลุ่มหลง
บ่งบอกสามหกในคืนจงซิว 
(วันเพ็ญเดือนแปด)
คนแม้ว่านิพพานธรรมยังคง

** จื่อซี่ จันทรปัญญาสืบทอดรับ
เพียรตนเสริมท่านโองการหาบ
คำง่ายความนัยลึกสำนึกยาก
มิอาจอดใจเปิดไขความฟ้า
กี่คนที่เข้าใจได้นัยอักษร
ถ่ายทอดสี่คาบสมุทรฉุดชายหญิง
ธรรมเจ้าบอกฮุ่ยหมิงสืบสายทอง
ไม่ผิดต้องเทียนหยานธรรมกาล
คำทุกคำชี้ทางสว่างแจ้ง
ต่างมุ่งหน้าจริงจังอย่าลังเล
ในมั่นไม่อ่อนคลายให้เสริมสร้าง
โอกาสงามพลาดไปเสียดายสาย
แรดมองเดือนตะวันเมื่อใดจะเข้าใจ
มีดผ่าดวงปัญญารู้แจ้งจิตธรรม
บุตรหนึ่งบรรลุธรรมฉุดเจ็ดบรรพชนลูกหลานเก้า
ประทานผลเกินประมาณ ทิพย์สถานพึงใสสงบ
แย่งลาภสักการะพลาดหนทาง
รวงข้าวธัญญาได้เวลาฤดูเก็บเกี่ยว
สำนึกตื่นใจให้จงดี
อักษรนี้จะปรากฎ
เขื่อนฮวงโหทลายลง...

ความลับสวรรค์ที่เปิดเผยความนัยเอาไว้ในศิลาจารึกมิได้แจ้งให้ทราบว่า ผู้ใดเป็นผู้จารึกเอาไว้ เมื่อวันเวลาใดแต่สิ่งที่แจ่มชัดก็คือ การปรากฎของศิลาจารึกนี้ได้กำหนดเอาไว้อย่างขัดเจนว่าจะเปิดเผยขึ้นภายหลังที่เขื่อนดินริมฝั่งแม่น้ำฮวงโหพังทลายลง

และเหตุการณ์ก็สมจริงทุกประการ นอกจากข้อความของอักษรปริศนานี้ จะตรงต่อคำทำนายของท่านหลิวป๋ออุนแล้ว ยังมีข้อที่น่าอัศจรรย์ใจยิ่งกว่านั้นอีกคือ นามของ "กงฉัง" ซึ่งเป็นผู้ที่จะได้รับพระโองการสวรรค์เพื่อเผยแพร่อนุตตรธรรมในธรรมกาลยุคขาได้กำหนดวันแห่งการคืนกลับอนุตตรนิพพานเอาไว้เสร็จสรรพ  การแบกรับภารกิจเผยแพร่อนุตตรธรรมต่อก็ได้กำหนดเอาไว้คือ พระธรรมจาริณีจื่อซี

ความแยบยลแห่งอักษรปริศนาภาษาจีน มีความยากลำบากในการอ่านตีความ ให้ตรงต่อความเป็นจริงเพราะอักษรจีนนี้ สามารถอ่านให้ได้ความั้งในแนวตั้งและแนวนอนหรือจากขวามาซ้าย จากซ้ายมาขวา  การอ่านในลักษณะดังกล่าว ย่อมไม่ทราบถึงความลับสวรรค์  แต่จะได้เรื่องราวในอีกความหมายหนึ่ง ซึ่งผู้อื่นย่อมไม่ติดใจถึงความแยบยลแห่งอักษรปริศนาเลย เพราะเป็นเรื่องราวธรรมดาๆ เท่านั้น  ความลับสวรรค์ ที่จารึกอยู่ในศิลาโบราณนี้ให้ความหมายแยบยล เพราะบอกถึงกาลคับขันของโลกซึ่งจะประสบภัยพิบัติครั้งใหญ่ และสามารถช่วยได้ด้วยวิถีอนุตตรธรรม

สมัยธรรมกาลยุคเขียวมหันตภัยมีอยู่ 9 ครั้ง แต่ละครั้งจะมีภัยอันเกิดจากน้ำ ที่เราเรียกอุทกภัย เช่น แม่น้ำฮวงโหท่วมบ้านเรือนผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก เป็นต้น

ในธรรมกาลยุคแดง มีมหันตภัย 18 ครั้ง แต่ละครั้งเป็นภัยที่เกิดจากไฟ เช่น การระเบิดของปรมาณูที่เมืองฮิโรชิมา และนางาซากิ เป็นต้น

สิ่งเหล่านี้ ในศิลาจารึกได้พยากรณ์เอาไว้แล้วทั้งสิ้น  ความลับแห่งสวรรค์ที่ปรากฏออกมาในครั้งนี้ เป็นการเตือนให้มนุษยชาติ ได้ตระหนักถึงภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นในยุคนี้  และผู้ที่จะกอบกู้ให้เวไนยสัตว์ทั้งหลาย ได้พ้นจากมหันตภัยในยุคนี้ก็คือ การกราบขอรับวิถีธรรมจากพระวิสุทธิอาจารย์กงฉังเท่านั้น
...............................................................

>> จากศิลาแอบอ้างข้างต้น สิ่งที่เหมือนกันคือ วิธีการเขียนจริงและตัวบุคคล และความหมายโดยรวม 
และสิ่งที่ยังเหมือนกันอีก คือ 

"ไม่มีศิลาตัวจริงที่สามารถใช้ยืนยันได้นอกจากข้อความที่อ้างว่ามาจากศิลาเท่านั้น !!!!!"

อีกทั้งไม่ปรากฏหลักฐานใดๆ ว่าชายแซ่หลินดังกล่าวมีตัวตนจริงหรือไม่ ไปค้นพบศิลาที่เขื่อนดินพังในวัน เดือน ปีใด
ซึ่งขณะนั้นเมื่อญี่ปุ่นรุกรานจีนผู้ที่ถูกจับตัวไปทำงานต้องมีความเป็นอยู่ที่ลำบากยากแค้นและถูกกดขี่เป็นอย่างยิ่ง 
เมื่อขณะทำงาน ก็ต้องถูกควบคุมตัว อยู่ในสายตาทหารญี่ปุ่นตลอดเวลา หากมีพิรุษ ก็ถูกยิงทิ้ง !!

แล้วชายแซ่หลินถ้าจะไปเจอศิลาจารึกที่มีข้อความยาวเหยียดขนาดนี้ตอนเขื่อนดินฮวงโหพังทลาย ถามว่า แล้วเหตุใดทหารญี่ปุ่นไม่เห็นไม่ทราบเลย ??

ตามกรณี ทางญี่ปุ่นต้องยึดเอาไปคงไม่ปล่อยโอกาสให้คนจีนที่เจอะบันทึกเจอะวัตถุแปลกประหลาดเก็บเอาไว้เองแน่ๆ 
เพราะเหตุที่ญี่ปุ่นต้องตรวจสอบว่าไม่ใช่การส่งสัญญาณลับระหว่างชาวจีน เพื่อจะทำอะไรเป็นการนัดแนะต่อต้าน !!!

แล้วที่ชายแซ่หลินสามารถเก็บรักษาศิลาจนส่งมอบไปถึงนายอู่ฝูไหลเป็นเรื่องที่ผิดปกติตามความเป็นจริงจะบอกว่าอิทธิฤทธิ์อำนาจฟ้าเบื้องบนย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะถ้าจะเป็นแบบนั้นสู้เอาไปช่วยให้ลัทธิตั้งมั่นในซานตงไม่ให้ถูกปราบปรามลงจะดีกว่า 

และหากศิลาอยู่กับอู่ฝูไหล ก็ย่อมทราบพิกัดของสิ่งที่อ้างๆ กันว่ามีอยู่จริง แล้วเหตุใดจึงไม่เคยปรากฏภาพศิลาแผ่นนี้ให้ได้เห็นว่าเป็นแบบไหน กลับมีแต่แบบอักษรที่พิมพ์เอาไว้ในภาคภาษาจีน ไม่ต่างจากแผ่นที่อ้างอันก่อนไม่ผิดกันเลย !!

และจากการกำหนดบ่งบอกวันตายของกงฉังเอาไว้ซึ่งอ่านๆ เผินๆ จะคิดว่าตรงกับความเป็นจริงจนมีความน่าเชื่อถือ

แต่ลองพิจารณาในมุมกลับ หากศิลานี้มีจริงหากกงฉังได้อ่านได้รู้ย่อมต้องรู้เวลาตายของตนล่วงหน้า 

...แต่ในประวัติบันทึกบ่งบอกชัดเจนว่ากงฉังตายอย่างกระทันหันในสวนดอกไม้...

ดังนั้น ศิลาแผ่นนี้ มีความเป็นจริงที่อาจเป็นไปได้สูงว่ามีการคิดขึ้นอีกชั้นหนึ่งหลังจากกงฉังถึงความตายไปแล้ว...

และการแต่งข้อความและตำนานศิลาอีกแผ่นขึ้นมาเพื่อประโยชน์อะไร ?
อ่านความต่อจากที่กงฉังตายหน้าที่ถ่ายทอดระบุตกทอดถึง "จื่อซี" หรืออาซิ่ม "ซุนซู่เจิน" นั่นเอง!!!

ย่อมต้องมีความเป็นไปได้อย่างแน่นอนว่าศิลาแผ่นนี้ คิดขึ้นเพื่อใช้เป็นหลักฐานการถ่ายอำนาจบรรพจารย์ลัทธิ จากกงฉัง ให้ตกสู่จื่อซี  และย่อมย้อนขึ้นไปได้ว่า ศิลาแผ่นแรก (หลิวป๋ออุน) นั้นกงฉังคิดขึ้นเพื่อรับรองฐานะตัวเอง สาเหตุเพราะมีชื่อระบุถึงกงฉังเน้นๆ เพื่อสร้างความชอบธรรมโดยอ้างฟ้าอ้างสวรรค์ อ้างชื่อหลิวป๋ออุน อ้างจารึกทำนายในศิลาเพื่อให้ตนเองก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งบรรพจารย์นำลัทธิได้ด้วยศักดิ์และสิทธิ์โดยชอบธรรม

จวบจนกงฉังตาย จื่อซี ที่อาจเป็นผู้ร่วมคบคิดกับกงฉังแต่งตำนานและเนื้อความศิลาหลิวป๋ออุนมาแต่ต้นจำเป็นต้องสร้างความชอบธรรมให้ตนเองบ้าง ซึ่งการจะอ้างศิลาโดยแผ่นแรกนั้นกล่าวว่าอยู่ในวัดไปแล้วจะมาอ้างอีกแผ่นที่ตั้งอยู่อย่างโจ่งแจ้งก็กระไรอยู่  แต่หากอยู่ดีๆ ก็มีปรากฏออกมาดุจมีปาฏิหาริย์ด้วยเวลาเหมาะเจาะน่าจะเป็นที่ทำให้เชื่อถือได้มากกว่า 

ดังนี้ ศิลาแผ่นที่สองจึงต้องท้าวความย้อนถึงกงฉัง และต้องระบุเรื่องเหลือเชื่อคือ มีบ่งบอกวาระการตายของกงฉังเอาไว้ เพื่อเวลาใช้อ้างคนจะได้เชื่อถือมากยิ่งขึ้นว่ามาจากความลับสวรรค์จริงๆ 

***** ย้ำ!!! ว่าจะเชื่อได้อย่างไร ลองพิจารณาดูจะทราบได้ว่าศิลาแผ่นนี้ระบุถึงการตายของกงฉังแต่ไม่ระบุว่าจื่อซีจะตายเมื่อใดไม่มีการกล่าวถึงเลยทั้งที่หากฟ้าบัญชาน่าจะต้องสั่งให้จบว่าจื่อซีตายเมื่อไรจะลงสู่ใครต่อ ...!!!

และการค้นพบ เหตุที่ต้องกำหนดไปพบที่เขื่อนดินฮวงโหพังทลาย เพราะอะไร ? 

แม่น้ำฮวงโห ขึ้นชื่อเรื่องความเชี่ยวกรากขึ้นชื่อเรื่องอุทกภัยเขื่อนดินเป็นสิ่งที่ไม่ได้ทนทานต่อแรงของฮวงโหเท่าใด ซึ่งก็มีปรากฏว่าพังทลายอยู่แล้วตลอดมาสุดแต่ว่าช่วงไหน  ตรงนี้หากจะเอาศิลาแอบไปฝังๆ หรือเอาไปซ่อนๆ ไว้รอเขื่อนดินโบราณตรงไหนแตกก็เอาไปสวมรอย ก็ไม่ใช่เรื่องยาก...

*** สรุปว่า ศิลาแผ่นนี้ก็ไม่จริง ประจักษ์หลักฐานเรื่องศิลาทั้งสองแผ่นที่รับรอง กงฉังและจื่อซี (จางเทียนหยาน ซุนซู่เจิน) เป็นเรื่องยกเมฆโกหกพกลม

ลัทธินี้ มีอะไรเป็นความจริงบ้าง นอกจากสิ่งหลอกลวงจอมปลอม จะมีก็แต่หลอกแนบเนียนมากน้อยเพียงใด ...เวรกรรมแท้หนอ... !!!

บทสวดนี้อ้างที่ตายของกงฉังมาขายเป็นประจักษ์หลักฐาน โดยที่ไม่ได้บอกที่ตายของจื่อซี และบทสวดนี้อย่างไรๆ คงออกมารุ่นราวคราวเดียวกับศิลาแผ่นชายแซ่หลิน โดยนัยที่ซุนซู่เจิน (จือซี) จะเป็นผู้แต่งออกมา โดยย่อมมีการหารือในวงในของลัทธิและเตี๊ยมผ่านร่างทรงโดยในเนื้อหาบทสวดส่วนต่อๆ ไป จะกล่าวโยงความสำคัญของจือซี่มากขึ้นเรื่อยๆ นี่เอง

(เพราะจือซีต้องหาความชอบธรรมเมื่อตั้งลัทธิอนุตรธรรมฝ่ายตะวันตกมีที่มั่นที่เฉิงตู บทสวดนี้ออกมาย่อมมีประโยชน์หลายประการ โดยสำคัญๆ ย่อมใช้อ้างว่าจื่อซีเป็นบรรพจารย์ที่ทำหน้าที่ต่อมาและย่อมมีอิทธิพลบั่นทอนลัทธิในอีกฝ่ายคือฝั่งของหลิวส้วยเจิน)

 เทียนหยาน หรือ กงฉัง หรือ ซือจุน บรรพจารย์สำคัญของลัทธิอนุตตรธรรม



 
ซุนซู่เจิน หรือ ซือหมู่ หรือ พระธรรมจาริณี  บรรพจารย์คนสำคัญของลัทธิอนุตตรธรรม


天真收圓掛聖號

 เทียน : พระธรรมาจารย์เทียนหยาน
 เจิน : พระธรรมจาริณีซู่เจิน
天真 เทียนเจิน : สัจธรรมจากฟ้า
收圓 โชวเอวึ๋ยน : เก็บงานสมบูรณ์ผล เก็บ จิตญาณกลมใส
掛聖號 กว้าเชิ่งเฮ่า : จารึกในทะเบียนอริยะ

แปล : พระวิสุทธิอาจารย์แห่งธรรมกาลยุคขาวสุดท้ายทั้งสองพระองค์คือ พระธรรมาจารย์เทียนหยาน และ พระธรรมจาริณีซู่เจิน (พระธรรมจาริณีจือชี่ หรือ อริยมาตาจงฮว๋า) สมัยที่ 18 สุดท้ายยุคหลัง
ทั้งสองพระองค์สนองรับพระธรรมโองการถ่ายทอดสัจธรรมจากฟ้าส่สาธุชนเก็บงานสมบูรณ์ผล คือ เก็บจิตญาณกลมใสบริสุทธิของผู้บำเพ็ญดีจารึกในทะเบียนอริยะ

(เออ...เพิ่งรู้ว่าบนนิพพานเขามีงานฝ่ายทะเบียนด้วย  ใครที่เป็นพระอริยะ พระอรหันต์ ทั้งหลายต้องไปลงทะเบียนด้วยนะ)


等待時至點神兵

等待 เติ่งไต้ : รอคอย

時至 สีอจื้อ : เมื่อถึงเวลานั้น

點神兵 เตี่ยนเสินปีง : คัดเลือกญาณวิเศษ รวมพล เทพเทวา

แปล : เมื่อถึงเวลานั้นแล้ว ก็จะเป็นวาระคัดเลือก รวมพลญาณวิเศษและเทพเทวา

(สาธุชนจะได้ถวายชื่อถือบวชบำเพ็ญจิต ที่สุดคือบรรลุมรรคผลกันมากมายดังพุทธพยากรณ์ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแก่พระสุภูติว่า ภายหน้าในธรรมกาลยุคสุดท้าย คือหลังจากตถาคตเข้าสู่ปรินิพพานแล้วสองพันห้าร้อยปี ระหว่าง นั้นจะมีผู้ที่ถือศีลบำเพ็ญกุศลมากมาย......)


อธิยาย
อ้างพุทธดำรัสมาใช้ โดยเติมเรื่องธรรมกาลเข้ามาซึ่งในที่นี้ไม่เคยมีปรากฏอยู่จริงเลยทั้งในพระไตรปิฏกฝ่ายเถรวาท และมหายาน มีแต่ลัทธิที่เข้ามาแต่งเรื่องสวมรอยว่าเป็นธรรมกาลตนเองเท่านั้น


雲雷震開戊己土

 อวิ๋น : เมฆ (น้ำ)

 เหลย : อัสนึ่ (ไฟ)

震開 เจิ้นไค : สะเทือน เปิด
戊己土 อู้จี่ถู่ : แผ่นดินใจกลาง (ตามสัญลักษณโป๊ยก่วย) ในที่นิ้หมายถึง จุดสถิตจิตญาณ ใจกลางของร่างกาย (กลับมาจุดหว่างคิ้วต้นดั้งอีกแล้ว !!)

แปล : พระธรรมจาริณีซึ่งมีพระธรรมธาตุเช่นเมฆ เช่น นํ้า หรือเช่นดวงจันทร์  พระธรรมาจารย์ซึ่งมีพระธรรมธาตุเช่นอัสนี เช่นไฟ หรือเช่นดวงอาทิตย์จะแสดงพระบุญญาธิการเปิดวาระธรรมกาลยุคขาวในใจกลางแผ่นดินจีนด้วยการถ่ายทอดเปิดจุดสถิตจิตญาณใจกลางร่างกายคนเป็นมหาวาระแห่งมหาธรรมปฏิบัติอันสะเทือนฟ้า สะเทือนดินซึ่งมิเคยปรกโปรดแต่ก่อนใดมา


อธิบาย
แล้วก็ถูกรัฐบาลปราบปรามทำลายอย่างหนักเพราะเป็นลัทธิมาร จนสุดท้ายอยู่ในแผ่นดินตนเองไม่ได้ต้องแปรสภาพเป็นลัทธิต่างด้าวไม่มีศาสนามาตรฐานใดๆ รับรอง รองรับ มีแต่คอยไปหาเกาะตามสภาพกาฝาก ปัจจุบันลืมตาอ้าปากปีกกล้าขาแข็งมาได้เพราะผลประโยชน์ที่เคยช่วยก๊กมินตั๋งในไต้หวันแล้วมีทุนช่วยส่งเสริมจากสาวก ทั้งกระเป๋าหนักประเป๋าเบาก็จ่ายทั้งนั้น และแสวงหาคนมาหลอกลวงมอมเมาเอาเงินบริจาคช่วยผสมจนแพร่กระจายเชื้อโรคร้ายไปรอบโลก


天下神鬼不安寧

天下 เทียนเชี่ย : ใต้หล้า

神鬼 เสินกุ่ย : เทพเทวา ผีสาง

不安寧 ปู้อันหนิง : ไม่สงบสุข


แปล : ใต้หล้าฟ้านี้ เทพเทวาผีสางต่างตื่นตระหนกกระวนกระวายไม่สงบสุข เพราะถึงยุคสุดท้ายมหันตภัยจะกวาดล้างทั้งสามโลก แต่เบื้องบนปรกโปรดประทานหนทางรอดแก่ชีวิตจิตญาณที่จะเก็บไว้เป็นกุศลพันธุ์ ต่อไปในกาลข้างหน้าได้ทุกชีวิตจิตญาณจึงต่างวุ่นวายใฝ่หาพระวิสุทธิอาจารย์ผู้นำทาง


อธิยาย
แอบอ้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกชนิดทุกองค์ที่มีคนนับถือมากๆ เอามาเข้าทรงประกาศเกียรติคุณให้ลัทธิ  ซึ่งก็เอาร่างทรงจากลัทธินั่นแหละ เข้าทรงแสดงเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ จะไม่เรียกปาหี่จะเรียกอะไรได้  ยิ่งกว่าอับดุลเสียอีก พระเจ้าลัทธินี้


親在仁天中華母

親在仁天 ชินไจ้เหยินเทียน : สนิทชิดใกล้ฟ้าอันการุณ

中華母 จงฮว๋าหมู่ : พระอริยมาตาจงฮว๋า อริยฐานะ นามของพระวิสุทธิอาจาริณีชึ่งมีความหมายว่า "ศูนย์กลางอันเจิดจรัส"


แปล : ทุกชีวิตจิตญาณจึงต่างปรารถนาจะสนิทชิดใกล้ฟ้าอันการุณกลับคืนไปยังอนุตตรธรรมมารดาจึงต่างใคร่รู้ธรรมญาณอันเจิดจรัสในศูนย์กลางกายแห่งตน  อีกนัยหนึ่งคือ ต่างปรารถนาชิดใกล้พระอริยมาตาจงฮว่า พระผู้ทรงรับพระภาระเก็บจิตวิญญาณอันเจิดจรัสของผู้บำเพ็ญดีทุกคน เรียกว่าเก็บงานสมบูรณ์ผลช่วงสุดท้ายในการปรกโปรดครั้งนี้


อธิบาย
นี่ไงจ๊ะ การประกาศความชอบธรรมของจื่อซี ยังไงก็เน้นจื่อซีเหมือนศิลาแซ่หลิน  มันคือพิรุษของการแอบอ้าง นะจ๊ะ!!


九蓮聖教歸上乘

九蓮 จิ่วเหลียน : อริยะฐานะบัลลังก์บัวเก้าระดับ

聖教 เซิ่งเจี่ยว : ศาสนาอันอาจบำเพ็ญให้บรรลุ อริยมรรคได้

歸上乘 กุยชั่งเฉิง : กลับไปยังยานระดับสูง


แปล : ทุกชีวิตจิตญาณจึงต่างปรารถนาจะปฏิบัติ บำเพ็ญในศาสนาอันอาจบรรลุมรรคผลแห่งอริยะกลับไปยังยานระดับสูงประทับบนบัลลังก์บัวเก้าระดับได้


(บัลลังก์บัวเป็นปริมณฑลฐานที่รองรับผู้บรรลุ ธรรมระดับต่าง ๆ แบ่งเป็นชั้น ๆ คือ ล่างตำ ล่างกลาง ล่างบน กลางตํ่า กลางกลาง กลางบน และ สูงตํ่า สูงกลาง สูงบน ท่านที่ได้ไปพบเห็นมากล่าวว่าแต่ละบัลลังก์ บัวกว้างใหญ่สุดสายตาอีกทั้งงดงามจนสุดจะพรรณา)


อธิยาย
คติบัวเก้าระดับนี้ ไปแอบอ้างเอาของพระสูตรสุขาวดีมาใช้  ซึ่งในคติทางมหายานแดนพุทธเกษตรสุขาวดีทิศตะวันตก สัตว์ที่จะไปเกิดจะไปเกิดเองในดอกบัวมีเก้าระดับตามภูมิจิตที่ปฏิบัติธรรมมา ลัทธินี้ก็เอาไปเลียนแบบ แอบอ้างเอามาใช้ เพราะดอกบัวเอามาขายก็ขายง่าย ใครก็อยากนั่งบัว

..................................................................

เพิ่มเติม >> 
ก็ลัทธิอนุตตรธรรม เขาเคยแต่งเรื่องดอกบัวในฝันบนนิพพานของลัทธิไว้ด้วยนะครับ แต่ทว่าบัวในฝันของลัทธินี้ไม่ได้เหมือนกับที่คติทางมหายานกล่าวไว้  แต่กลับแต่งเรื่องต่อเติมเข้าไปอีกมากมาย  โดยลัทธินี้ได้แต่งเรื่องว่าเคยมีสาวกในลัทธิเคยไปเที่ยวนิพพานมาแล้วจ้า..??  เขาบอกว่าพระโพธิสัตว์กวนอิมพาไปเที่ยวนิพพานแล้วก็ได้ไปเห็นสระบัวในฝันของลัทธินี่ล่ะครับ   ลองไปดูกันนะครับว่าเขาโม้ไว้ว่าไง

ข้อความส่วนหนึ่งจากหนังสือลัทธิอนุตตรธรรมเรื่่อง

หลี่เซียนเป่าบรรยายถึงความแยบยลของอนุตตรธรรม..กล่าวไว้ดังนี้ 


      "จนกระทั่งพระโพธิสัตว์กวนอิมได้พาข้าพเจ้าไปเที่ยวแดนนิพพานได้พบเห็นดอกบัวสวยงามมากมายเต็มไปหมดมีทั้งดอกใหญ่ ดอกเล็กดอกแห้ง ดอกเหี่ยว ข้าพเจ้าจึงได้พูดกับ พระโพธิสัตว์กวนอิมว่า ดอกบัวดอกนั้นสวยจังเลย ข้าพเจ้าอยากได้ดอกบัวนั้นจังเลย พระโพธิสัตว์กวนอิมพูดว่า “ดอกบัว ดอกนั้นไม่ใช่ของเธอกวนอิมจะพาเธอไปดูดอกบัวของเธอเอง” เมื่อเห็นดอกบัว ที่พระโพธิสัตว์กวนอิมบอกว่าเป็นดอกบัวของข้าพเจ้าแล้วข้าพเจ้าจึงพูดขึ้นมาว่า “อุ๊ยทำไมไม่สวยเลย (ดอกบัวทุกดอกนั้นจะมีรูปติดและมีชื่อของแต่ละคนติดจะไม่มีผิดพลาดเลย) ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ พระโพธิสัตว์กวนอิมอธิบายให้ฟังว่า ทุกคนที่รับธรรมะแล้วที่บนนิพพานก็จะมีดอกบัวของแต่ละคนอยู่ถ้าหาก ว่ารู้จักโปรดคนมารับธรรมะ หรือใช้ทรัพย์เป็นทาน และแรงกายเป็นทาน กุศลนั้นก็เปรียบเหมือนกับน้ำที่ให้ความชุ่มชื้นกับดอกบัวหากว่าสร้างกุศล มากน้ำก็มากดอกบัวก็สวยสดงดงามถ้าหากไม่เคยได้สร้างบุญกุศล เลยดอกบัวก็จะเหี่ยวแห้ง หรือว่ารับธรรมะแล้วไม่เคยไปฟังธรรมะในห้อง พระเลยก็เท่ากับไม่มีน้ำของกุศลมารดดอกบัวพอนานไปๆดอกบัว ก็จะแห้งเหี่ยวไปเลยช่างน่าเสียดายจริงๆ "

อธิยาย
เรื่องแบบนี้ถ้าจะอธิบายตามหลักพุทธศาสนายังไงมันก็ผิดเพี้ยนอยู่แล้วครับ  เพราะเคยบอกแล้วว่านิพพานไม่ใช่ดินแดนอะไรสักแห่งหนึ่งที่จะมีสระบัว ดอกบัว บัลลังก์บัว อะไรทำนองนั้น  แต่ถ้าแบบนี้คงจะเป็นนิพพานในจินตนาการของลัทธิอนุตตรธรรมที่สร้างกันเองมากกว่า เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ยืนยันได้เลยครับว่า  นิพพานในความหมายของพระพุทธศาสนา กับนิพพานในลัทธิอนุตตรธรรมเป็นคนละอย่างกันแน่นอน   นิพพานที่ลัทธินี้แต่งขึ้นไม่ใช่สิ่งเดียวกันกับนิพพานที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสสอนไว้แน่นอนครับ

แต่ถ้าหากจะอธิยายตามคติของมหายานนิกายสุขาวดีก็ผิดอยู่ดี  เพราะตามคติของมหายานผู้บังเกิดในพุทธเกษตร จะไม่ต้องมาเวียนว่ายอีกแต่จะบรรลุถึงภูมิธรรมในระดับสูงๆๆต่อไปจนถึงขั้นสูงสุดที่พุทธเกษตรนั้น โดยสัตว์จะอุบัติแบบ อุปปาติกะ ในดอกบัว ไม่มีเพศ วรรณะ 

แต่ถ้าเป็นพุทธเกษตรสำหรับลัทธิอนุตตรธรรมนั้นยังมีการเวียนว่ายตายเกิดอยู่เหมือนเดิม มีหลักฐานยืนยันมากมายนะครับที่ยืนยันว่า นิพพานและพุทธเกษตรของลัทธินี้ยังเวียนเกิดตายไม่พ้นทุกข์  

หรือแม้แต่นิพพานในความหมายของลัทธินี้ก็ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดเหมือนกันยังไม่พ้นทุกข์นะครับ  ไม่ต้องไปดูที่ใหนไกลหรอกครับ ดูไกล้ ๆ แค่บรรพจารย์ของลัทธิเองที่อุปโลกน์ตัวเองว่าเป็นพระอรหันต์มาเกิดนั่นล่ะ  หรือแม้แต่ตำนานพระแม่องค์ธรรมของลัทธินี้ก็ยังได้กล่าวว่ามนุษย์ทุกคนเดิมทีเป็นพระอรหันต์อยู่บนนิพพานแต่ถูกพระแม่องค์ธรรมสั่งให้ลงมาเกิดบนโลกมนุษย์ ซึ่งเรื่องแบบนี้ไม่มีในคำสอนพระพุทธศาสนาแน่นอนครับ 

พระอรหันต์ตกนิพพานที่ต้องร่วงลงมาบนโลกแล้วหาทางกลับนิพพานไม่เจอนั่นน่ะมันไม่มีในพุทธศาสนาครับไม่ว่าจะฝ่ายเถรวาทหรือมหายานก็ตาม

และพุทธเกษตรตามคติมหายานนิกายสุขาวดี   ดอกบัวนั้นเกิดขึ้นมาพร้อมสัตว์ที่จะมาจุติแบบอุปปาติกะแล้วบานออก สัตว์ที่อุบัติในพุทธเกษตรคือเที่ยงตรงต่อนิพพานเพียงอย่างเดียว ไม่มีทางตกต่ำลงมาอีก  

ไม่ใช่ว่าดอกบัวจะมีอยู่ก่อนแล้วจนกระทั่งมีป้ายชื่อติดไว้แล้วของใครของมัน ??? หรือเมื่อรับธรรมมะแล้วก็จะมีแบบอนุตตรธรรม อ้าว..แล้วถ้าไม่รับธรรมมะกับลัทธิก็ไม่มีอีกนะ ??? และก็ดอกบัวของคติพุทธเกษตรจะไม่มีวันเหี่ยวแห้งไปเพียงแต่จะงามไม่เหมือนกันตามแต่กุศลกรรมหรืออกุศลกรรมที่ทำมา   แต่ดอกบัวของลัทธิอนุตตรธรรมกลับไม่เป็นแบบนั้นเพราะเดี๋ยวบานเดี๋ยวเหี่ยว บาน ๆ เหี่ยว ๆ อยู่แบบนั้น เฮ้อ..เอากะเขาซี่ 

เพราะฉะนั้นก็สรุปได้ว่า พุทธเกษตรตามคติของมหายาน กับของลัทธิอนุตตรธรรม ก็เป็นคนละอย่างกันครับ เพราะฉะนั้นลัทธินี้ไม่ว่าจะหลบเลี่ยงไปทางใหนมันก็ผอยู่ดี ไม่ว่าจะอธิบายตามหลักเถรวาทหรือมหายานมันก็ผิดอยู่ดี  สุดท้ายมันก็เป็นแค่เรื่องแต่งกันเองเฉพาะในกลุ่มลัทธิเท่านั้น

...............................................................

บัวลัทธิมีระดับเก้าระดับเรียกได้อย่างวุ่นวาย แถมโฆษณาว่ากว้างใหญ่สุดสายตาที่จริงเขาก็สอนแหละว่าอยู่บนนิพพานก็ประทับแท่นบัวไปไหนมาไหน
เดี๋ยวงานเลี้ยงหลงฮว๋าฮุ่ยบนนิพพานของลัทธิรอบใหม่นี่แหละ จะมีข่าวซิ่งแท่นบัวสะดุดกันตกแท่นร่วงลงมาเกิดใหม่  ไม่ก็บัวชนกัน บัวพัง จ้างเทพช่างมาซ่อมบัวบุบ  ไม่ก็บัวเบียดกันโต๊ะถล่ม เพราะบัวมันเกะกะ


แล้วหากขึ้นไปเกิดในบัวลัทธิอนุตรธรรมถ้าไม่มีเงินจ้างเทวดาดูแลสวนใส่ปุ๋ยบัวจะเหี่ยวเดี๋ยวก็ร่วงลงมาเกิดได้เมื่อบัวคอหัก  สารพัดปัญหาบัววันนี้กับนิพพานลัทธิอนุตรธรรม


เขายังไม่ได้โฆษณาเลยว่าบัวลัทธินี้มีกี่เกียร์หรือว่าไวกว่าแสง พวกสาวกลัทธิลุงป้าแก่ๆ ขึ้นไปซิ่งแท่นบัวระวังจะปัสสาวะราดได้เพราะยุคลู่จงอีนั่งเกวียนนั่งรถลากยังลำบากแล้วเลย

ลัทธินี้ขายบัวได้แม้ตามสภาพภูมิปัญญาจะยังอยู่ระดับบัวใต้ก้นตมจมก้นบึง
...จึงต้องนั่งแค่บัวพลาสติกในจินตนาการอันแสนหอมหวานของคติการหลอกตัวเองนะจ๊ะนี่เป็นทางออก  ตื่นจากฝันก็ค่อยมาเผชิญความเป็นจริงกันด้วย นะจ๊ะ !!... 



天花老母垂玉線

天花 เทียนฮว๋า : อุบลสวรรค์ (บัวสวรรค์)

老母 เหลาหมู่ : อนุตตรธรรมเจ้า พระแม่องค์ธรรม ฯลฯ

垂玉線 ฉุยอวี้เชี่ยน : หย่อนสายบุญดุจหยกงามลํ้าค่า

แปล : ทุกชีวิตจิตญาณและสาธุชนจะมีโอกาสสนิทชิดใกล้อุบลสวรรค์บัลลังก์บัวด้วย "พระอนุตตรธรรมเจ้า พระแม่องค์ธรรม" โปรดหย่อนสายบุญบริสุทธิ้สูงส่งเป็นมงคลดั่งหยกดั่งทองลงมานำพาพุทธบุตรดั่งเดิมอันเป็นกุศลพันธุ์


อธิบาย
วรรคนี้แปลความได้ประหลาดพิสดารพันลึก นามบ่งชี้ถึงอนุตรธรรมารดา ปรากฏชัดเจนที่วรรคนี้แสดงถึงความมีอยู่เป็นอยู่ของพระเจ้าแห่งลัทธิที่ "หย่อนยื่นสายบุญบริสุทธิ์มานำพาลูกกลับบ้าน" ยืนยันต้นกำเนิดของตำนานมหากาพย์นิพพานไตรภาคอนุตรธรรม

收圓顯化在古東

收圓 โซวเอวึ๋ยน : เก็บงานสมบูรณ์ผล

顯化 เสี่ยนฮว่า : ปรากฏพุทธานุภาพ

 ไจ้ : ณ
 กู่ : อักษรจีน คือ เก่าก่อนโบราณหรือจุด ญาณทวาร
 ตง : โลกมนุษย์

แปล : เพื่อการเก็บงานสมบูรณ์ผลนำพาชีวิตจิตญาณพุทธบุตรสาธุชนกลับคืนเบื้องบนพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดต่อไปการนี้จะปรากฏพุทธานุภาพให้ประจักษ์จริงในโลกมนุษย์ ณ ดินแดนประเทศเก่าก่อนโบราณ (ประเทศจีน) เพื่อการเก็บงานสมบูรณ์  ผลชีวิตจิตญาณที่ตกตํ่าเสียหายจะได้รับการฟืนฟูชูชุบ ณ จุดญาณทวาร ผู้ที่ผ่านการจุดเบิกจากพระวิสุทธิอาจารย์แล้วจะผันเปลี่ยนจิตใจและบำเพ็ญให้บรรลุได้ในที่สุด


อธิบาย
ลัทธินี้โกหกลวงโลกอีกแล้ว บอกว่ากลับคืนเบื้องบนพ้นเวียนว่ายตายเกิด แล้วแม่องค์ธรรมสร้างจิตญาณบนนิพพานแล้วส่งลงมาเกิดในโลกนี่ไม่ใช่การเวียนว่ายตายเกิดหรอกหรือ ?

แล้วลัทธิอุตรินี้สอนว่า ปรกโปรดสามภพมีอีกแสนกว่าปีข้างหน้านี้ แล้วไอ้พวกที่อยู่บนนิพพานนั่นแล้วก็ต้องขนกันลงมาเกิดเป็นบรรพจารย์ให้ลัทธิ ขนกันลงมาประทับทรงอีกหน่ะสินะ ?

งั้นนิพพานนี้มันก็เป็นแค่ศาลาพักใจชั่วคราว หล่ะสิหนอ มีแต่ทุกข์ไม่จบไม่สิ้น ...เวรแท้ๆ


南北兩極連宗緒

南北 หนันเป่ย : ใต้ - เหนือ

兩極 เหลี่ยงจึ๋ : สองขั้ว

連宗緒 เหลียนจงซวี่ : ประสานคืนกลับต้นสายตระกูลเดิม

แปล : ธรรมปฏิบัติที่แตกต่างห่างไกลกันดังฝ่ายใต้ฝ่ายเหนือสองขั้ว เช่น พระธรรมาจารย์ฮุ่ยเหนิง (เว่ยหล่าง) ที่บำเพ็ญแนวทาง "นิรรูป" ฉับพลัน แต่ศิษย์ผู้พี่คือพระอาจารย์ "เสินซิ่ว"บำเพ็ญแนวทาง "รู้รูป" ค่อยปลงรูป หรือการปฏิบัติบำเพ็ญในแนวทางอื่น ๆ แต่ละศาสนาลัทธินิกาย  ในธรรมกาลยุคขาวสุดท้ายนี้ทุกแนวทางปฏิบัติ บำเพ็ญจะประสานกันคืนกลับต้นสายตระกูลเดิม

(แก่นแท้ของ "ธรรม" นัยดั่งรากฐานต้นตระกูล เดิมแต่ผู้สืบต่อแตกแยกกันไปคนละทิศคนละทาง ทุกธรรมปฏิบัติจะประสานกลับคืนมาเป็นหนึ่งเดียวกันในครั้งนี้จากการที่ได้เข้าถึงต้นธาตุต้นธรรมในตน)


อธิบาย
ลัทธิเดียรถีย์ที่พยายามผลักดันตนเข้าสู่สารบบพระพุทธศาสนานิกายเซ็น เอาเรื่องนิกายเหนือ-ใต้ เข้ามาแอบอ้างผสมปนเปแล้วยังแถมความต่อท้ายว่าทุกศาสนาลัทธินิกายจะกลับมารวมกัน ...เป็นเรื่องหลอกลวงใต้หน้ากากอันสวยงาม



ลัทธินี้ไม่เคยเข้ากับศาสนามาตรฐานใดๆ ได้ ...ต้องย้ำให้ชัดเจน และลัทธินี้ทำได้เพียงแต่แอบอ้างสร้างภาพ ให้ดูดี แต่กะเหมารวบเอาคำสอนศาสนาต่างๆ มาบิดเบือนให้เข้ากับตน สอนว่ามาจากลัทธิตนมาจากต้นธาตุต้นธรรมที่แอบอ้างคือ พระเจ้าอนุตรธรรมมารดาแห่งลัทธิ

ซึ่งเมื่อคำสอนในศาสนาต่างๆ โดยเฉพาะพระพุทธศาสนาถูกลัทธินี้เอาไปยำยีปลอมแปลงก็เอากลับมาแพร่กระจายทำลายคำสอนแท้ๆ ของแต่ละศาสนาที่สืบทอดกันมา สิ่งที่ลัทธินี้ทำมีแต่ความเป็นกาฝากเกาะกิน ...(สร้างภาพงดงามสวยหรูแต่ทำลายผู้อื่นชุบมือเปิบ เป็นลัทธิผีปอบ)



混元古策在中央

混元 อุ่นเอวึ๋ยน : บรรพกาล

古策 กูเซ่อ : รูปแบบที่กำหนดไว้ก่อนเก่า

 ไจ้ : อยู่ที่
中央 จงอยัง : ศูนย์กลาง

แปล : ตั้งแต่บรรพกาลมา รูปแบบของมนุษย์ที่ องค์ธรรมมารดาซึ่งเป็นพระผู้สร้างได้กำหนดไว้ตั้งแต่ ก่อนเก่านั้นคือ จุดสถิตพุทธจิตธรรมญาณของ กายสังขาร อยู่ที่ศูนยกลางกาย

อธิยาย
แล้วจุดสุดยอด จุดสถิตพุทธจิตธรรมญาณที่ลัทธิว่าไว้มันอยู่ตรงไหนกันแน่หนอ เมื่ออยากทราบก็ต้องอ่านหน้านี้



หรือติดตามดูได้จากคลิปนี้ครับ>>




老母降下通天竅

老母 เหลาหมู่ : องค์ธรรมมารดา

降下 เจี่ยงเซี่ย : โปรดประทานลงมา

通天竅 ทงเทียนเชี่ยว : ประตูทางผ่านไปยังฟ้า

แปล : ศูนย์กลางกายที่ศีรษะจุดนี้ องค์ธรรมมารดา พระผู้สร้างได้โปรดประทานให้เป็นประตูทางผ่านให้ชีวิตจิตญาณกลับคืนไปยังฟ้ากลับสู่สุญญตาหรือวิมุติภาวะแต่เดิมทีของตน (แบบมั่วๆ)


อธิบาย
เขานึกคิดเอาเอง มีแนวที่มาจากการมองเห็นพระพุทธรูป เทวรูป ที่มีจุดกลางนลาฏ (หน้าผาก) ที่ในพระพุทธรูปก็เป็นลายอุณาโลมอันเป็นมหาปุริสลักษณะในเทวรูปก็พวกติลักบ้าง ตาที่สามบ้าง ก็เหนี่ยวนำมาใช้ชี้จุด (ต้องดูหนังจีนที่ตอนบรรลุเซียนจะมีจุดแดงโผล่มากลางหน้าผาก คติชาวบ้านเชื่อแบบนั้น...)

  
無影山前對合同

無影 อู๋อิ่ง : ไร้เงา

山前 ซันเฉียน : เบื้องหน้าภูเขา (เบื้องหน้าภูเขาไร้เงา : จมูก)

對合同 ตุ้ยเหอถง : ตรวจสอบลัญจกร

แปล : หลังจากพระวิสุทธิอาจารย์เบิกจุดญาณทวารตรงศูนย์กลางกายอันเป็นประตูทางผ่านไปยังฟ้าซึ่งอยู่ใกล้กับเบื้องหน้าภูเขาไร้รูปเงานั้นแล้ว  การกลับคืนเบื้องบนไปของผู้ได้รับการถ่ายทอดวิถีธรรมแล้วยังจะต้องแสดง "ลัญจกร" ตราประทับของพระพุทธะ (ฝออิ้น) เพื่อยืนยันความบริสุทธิสูงส่งของจิตใจที่ไม่ผิดเพี้ยนเอนเอียง "ไม่แบ่งเขา แบ่งเรา ซึ่งเป็น สภาวะธรรมอันสมานฉันท์ในจิตของตนอีกด้วย"


อธิบาย
ไม่แบ่งเขาแบ่งเรา เหตุไฉนไม่ถ่ายทอดแจกจ่ายสอนฟรีไปทั้งโลกต้องเก็บเป็นความลับเพื่ออะไร เก็บเงินไปเพื่ออะไร อ้างภัยพิบัติทำไม ตายไปแล้วทั้งทีทำไมต้องมีหน่วยคัดกรองแบ่งแยกเข้านิพพาน ...ทั้งเหล่าหมู่ทั้งสาวก ต้องมีคำตอบ



เมื่อลัทธิอนุตรธรรมปากบอกว่าบำเพ็ญไม่แบ่งเขาแบ่งเรา แต่กลับกั๊กหวงหนทางสู่ความหลุดพ้นที่สรรเสริญมาเป็นจุดขายหนักหนา ญาณทวารเราย้ำแบบชี้ชัดแล้วทีนี้เราจะแสดงลัญจกรที่เขาว่าต้องถูกตรวจสอบก่อนเข้านิพพาน


ภาพบน^^แสดงถึงลัญจกร(มุทธรา)ทั้ง 3 ยุคตามความเชื่อลัทธิอนุตตรธรรม

เพิ่มเติม
ตามที่เราได้ทราบแล้วว่า ไตรรัตน์แห่งยุคขาวของลัทธิอนุตตรธรรมมี 3 ประการได้แก่
1 - จุดญานทวาร  คือบริเวณจุดกล้างคิ้วตรงดั้งจมูกหัก
2 - รหัสคาถาห้าคำ  อู๋ ไท่ ฝอ หมีเล่อ
3 - ลัญจกร หรือ บางทานจะเรียกว่า มุทธราก็ได้


ซึ่งคัมภีร์ท่อนนี้ก็บอกชัดว่าการ เบิกจุด นั้นเป็นการเปิดประตูฟ้านั่นก็หมายถึงทางสู่นิพพานของเขา แต่แล้วพอไปถึงนิพพานก็ยังเข้าไม่ได้ทันทีแต่ต้องแสดงท่ามือลัญจกรอีกครั้งจึงจะเข้านิพพานได้ซึ่งอันนี้ก็ขัดกันในตัวเพราะ ลัญจกร เป็นเพียงสัญลักษณ์ที่สร้างขึ้นมาไม่เกี่ยวอะไรกับการเข้านิพพานได้หรือไม่ได้ ถ้าจะแปลข้อความนี้ตามตรงแสดงว่านิพพานเป็นบ้านเมืองที่เขาสร้างขึ้นมาตามจินตนาการ และจากข้อนี้ก็เลยขัดกันอย่างมากว่าตกลงแล้วตามวิธี รับธรรมมะ ของเขาเนี่ยจะเข้านิพพานได้เพราะ เปิดจุด หรือ ลัญจกร กันแน่เพราะถ้าไม่ครบเพียงอย่างเดียวก็เข้านิพพานไม่ได้อีก



ถ้าแปลตามที่เขาบอกว่า ลัญจกร คือตราประทับพุทธะนั่นก็โกหกอีกครั้งเพราะคำว่า พุทธะ นั้นเป็นเพียงสภาวะซึ่งไม่เกี่ยวกับตราประทับสัญลักษณ์อะไรทั้งสิ้น



ถ้าแปลตามที่เขาสอนว่าเป็นตราประทับเพื่อเข้านิพพานของ ยุคขาว ก็โกหกอีกเพราะนิพพานนั้นไม่ประกอบด้วยกาลเวลาไม่ว่ายุคไหนก็เหมือนเดิมไม่มีแปรผัน ไม่ไช่ว่ายุคเปลี่ยนไปนิพพานก็จะต้องเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวต่อไปคงมียุค เขียว เหลือง แดง ขาว เอากันให้ครบ 12 สีปีโป้ไปเลย ท่ามือก็คงจะเปลี่ยนกันให้ระวิงกลายเป็นสันนิบาตลูกนกต่อไป



แต่ถ้าเขาบอกว่า ลัญกร นั้นเป็นการสื่อถึง จิตบริษุท นั่นก็ขัดกันอีกเพราะแสดงว่าการ เปิดจุด ในตอนแรกนั้นไม่ได้ทำให้จิตบริษุทขึ้นมาได้เลย



และหากอุตส่าขึ้นไปถึงนิพพานแล้วแต่ก็ต้องทำลัญจกรเป็นขึ้นตอนต่อไปเพื่อให้จิตบริษุท ก็หมายความว่าอีตอนแรกที่อุตส่าไปถึงนิพพานได้นั้นก็ไปทั้งที่จิตไม่ต้องบริษุทก็ได้ ...??? (เอากับเขาซี่)



แต่ถ้าบอกว่าการ เปิดจุด นั้นไม่ได้แปลว่าจิตจะบริษุทแต่ต้องอาศัยการบำเพ็ญต่อไปอีกนั่นก็ขัดกันอีกเพราะแสดงว่าจิตจะบริษุทหรือไม่ก็ไม่เกี่ยวกับการ เปิดจุด นี้เลยเพราะฉะนั้นสาวกและทุกท่านทั้งหลายก็อย่าไปรับอะไรกัลลัทธินี้ให้เสียเวลาเลย



หรือถ้าจะบอกว่าจิตบริษุทตั้งแต่เปิดจุดแล้วแต่ที่ต้องทำลัญจกรก็เพราะเป็นการยืนยันความบริษุทเท่านั้น(ตามคัมภีร์) ก็น่าตลกยิ่งนักที่จิตอันบริษุทจะต้องหาของปรุงแต่งทำท่าทำทางเพื่อยืนยันความบริษุท ..??? และถ้าจำไม่ได้ล่ะก็แปลว่าจิตก็ไม่บริษุทอีกงั้นหรือ เข้านิพพานไม่ได้อีก



แล้วการที่ลัทธินี้ได้ไปเอาบรรพจารย์สำคัญของ เซ็น คือ ฮุ่ยเข่อ มาแอบอ้างว่าได้รับได้รับธรรมมะแบบเดียวกับของลัทธิตัวเองซึ่งก็เป็นที่ทราบกันว่าเป็นเรื่องโกหกพกลมของลัทธิเท่านั้น  และทกท่านก็ทราบดีตามประวัติศาสตร์ว่า ฮุ่ยเข่อ ยอมตัดแขนตัวเองเพื่อบูชาธรรมทำให้แขนขาด ซึ่งถ้าจะให้ ฮุ่ยเข่อ มาทำลัญจกรท่ามือแบบลัทธิย่อมทำไม่ได้แน่นอน   ซึ่งกรณีนี้รวมไปถึงทุกคนที่แขนขาดมือขาดทุกคนบนโลกใบนี้ด้วยนะครับว่าจะทำลัญจกรหรือท่ามือของลัทธิได้อย่างไร ???


เพราะฉะนั้นไม่ว่าท่านจะแก้ตัวอย่างไรมันก็ขัดกันไปหมด  แล้วไม่ไช่ขัดแบบธรรมดาแต่เป็นการขัดกันที่หัวใจลัทธิซะด้วยถ้าจะเปลี่ยน หมีเล่อเจินจิง หรือจะเปลี่ยน ไตรรัตน์(รหัสลับ) หรือจะบอกว่า พระแม่สูงสุดของเขาพูดผิด ก็เป็นหลักที่แก้ไม่ได้ทั้งหมดถ้าจะรื้อทิ้งลัทธิคงต้องจบสิ้นแล้วไปตั้งลัทธิใหม่เป็นชื่อใหม่จะง่ายกว่า

(ถ้ากลัวจะเข้านิพพานไม่ได้ ให้ทำท่าไปทั้งสามยุคเลย ผีเฝ้าประตูมันจะได้มั่นใจ นะจ๊ะ)


嬰兒要想歸家去

嬰兒 อิงเอ๋อ : ทารก

要想 เหย้าเสี่ยง : คิดที่จะ

歸家去 กุยเจียชวี่ : กลับคืนบ้าน

แปล>>พุทธบุตรผู้มีจิตบริสุทธิโปร่งใสดั่งทารกน้อยหากคิดทีจะกลับคืนสู่บ้านเดิม (บรรลุธรรม)


อธิบาย

เราชี้แจงเรื่องจิตทารกหน่อมแน้มไว้แล้ว อ่านต่อได้ที่



  
การบำเพ็ญธรรมของลัทธิอนุตรธรรม คือการยึดใน (สูตรสำเร็จ)
จุดญาณทวาร 
สัจจคาถา (อู๋ ไท่ ฝอ หมีเล่อ)
และลัญจกร + ใจแบบ "ทารก"

ลัทธิเขาย้ำคำว่า "ทารก" ที่ว่าสื่อใจถึงฟ้า คงเปรียบประดุจ "บุตร" หรือ "ลูก" (สาวกลัทธิ) วัยทารก ที่ร่ำร้องเรียกหา "แม่" (ธรรมมารดา) ด้วยมายาการแบบเด็กๆ 

และขอย้ำว่า ดวงจิตทารก ไม่ได้มีพื้นฐานบริสุทธิ์ สะอาด หมดจด แต่เป็นจิตที่มีกิเลสเทียมเท่าผู้ใหญ่ เพียงเพราะมายาต่างๆ ยังไม่ถูกปรุงแต่งตามจิตให้ชัดเจน และแสดงออกได้เท่าผู้ใหญ่ 

ทารกทั้งหลาย จึงยังได้แต่ร้องอ้อแอ้ดูไร้เดียงสา แต่ก็พร้อมจะปรุงแต่งทุกสิ่ง และนั่นไม่้ใช่ความบริสุทธิ์ แต่เป็นความพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา = จิตทารก ไม่ใช่วิสุทธิจิต และ จิตทารกพาให้นิพพานไม่ได้ แต่พาให้เกิดภพ-ชาติ ได้ตลอดเวลาเป็นการพร้อมจะเวียนว่ายทุกขณะจิต 


เพิ่มเติม >> ..การที่ลัทธินี้กล่าวว่าทำจิตให้เหมือนเด็กแรกเกิดจึงจะนิพพานได้ก็ต้องกล่าวก่อนนะครับว่าเป็นความเชื่อที่ผิดเพราะจิตทารกก็ยังมีกิเลสเช่นกัน  ถ้าจิตเด็กทารกบริสุทธิเป็นนิพพานจริงป่านนี้เราทุกท่านก็คงจะเเป็นพระอรหันต์กันตั้งแต่ในท้องแม่แล้วครับคงไม่มีใครโตกันมาถึงป่านนี้หรอกครับ  แต่นี่ก็เวียนเกิดเวียนโตมาหลายภาพชาติแล้วก็ยังไม่พ้น  ตามหลักพุทธศาสนาไม่เคยบอกว่าจิตทารกไม่มีกิเลสหรือหลุดพ้น  แต่บอกเพียงว่าผู้ที่ละสังโยชน์ 10 ประการ แจ่มแจ้งอริยะสัจ4 จึงได้ชื่อหลุดพ้น

(จิตที่พร้อมจะมีกิเลสได้ร้อยแปดพันประการและกำลังเก็บเอาทุกสิ่งมาสู่กระบวนการปรุงแต่งนี่น่ะหรือจึงจะเข้านิพพานได้ ??)


持念當來彌勒經

持念 ฉีอเนี่ยน : ประคองท่องไว้

當來 ตังไหล : อันได้มีมา

彌勒經 หมีเล่อจิง : คัมภีร์เมตเตยยะ

แปล : พึงประคองท่องจำคัมภีร์เมตเตยยะอันได้มาแต่เดิมทีไว้ให้ดี คัมภีร์เมตเตยยะอันได้มาแต่เดิมทีจึงแฝงปริศนาไว้ หมายถึง ดวงธรรมญาณอันบริสุทธิ้โปร่งใสอันเป็นสุญญตาภาวะแผ่ไพศาลจนประมาณขอบเขตมิได้ อีกทั้งเมื่อรวมศูนย์ไว้จะ "สงบหาย" จนเหมือนไม่มีสิ่งเล็กละเอียดใด ๆ แทรกอยู่ภายในได้เลย "ประคองท่องจำ"คือรำลึกกำหนดรู้สภาวะธรรมความเป็นอยู่ของธรรมญาณตน  นั่นคือบำเพ็ญจิตทุกขณะเวลาให้ตรงต่อ ความหมายของคำว่าพระคัมภีร์เมตเตยยะอันได้มาแต่เดิมที


อธิบาย
วกไปวนมา จับต้นชนปลายไม่ได้ความ อ้างแต่คำว่า สุญญตาๆๆ แต่ไม่เห็นจะสอนให้เห็นสุญญตาเลย (พูดแต่ผลแต่ไม่บอกเหตุที่จะทำแบบนี้ใครบอกได้ครับ) อ้างเอาแต่คำสวยหรูมาใช้มาหลอกให้เชื่อแต่ไม่ได้อะไรนอกจากหลอกตัวเองสบายใจ ...



คาถาบทยาวไม่ได้เรื่องแล้ว บทสั้นก็ยิ่งไม่ได้เรื่องเข้าไปใหญ่ ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่
หรือ




จะได้ทราบกันไปว่า "อู๋ไท่ฝอหมีเล่อ" มันสอนให้แจ้ง "สุญญตสภาวะ" ได้ตรงไหนกัน นะจ๊ะ !!

用心持念佛來救

用心持念 ย่งซินฉีอฺเนี่ยน : ตั้งใจประคองท่องจำ 

佛來救 ฝอไหลจิ้ว : พระพุทธะมาโปรด


แปล : หากประคองท่องจำกำหนดรู้ในความเป็นอยู่ ของธรรมญาณอันบริสุทธิ'โปร่งใสด้วยจิตใจละเอียดประณีตลึกซึ้งสุขุมดีแล้วเมื่อนั้นพระพุทธะจะมาโปรด
เมื่อพุทธภาวะแห่งตน "มุ่งหมาย" "ใกล้เคียง" "ตรงต่อ" หรือ "เข้าสู่" กระแสธรรมของพระพุทธะพระโพธิสัตว์พระองค์ใดในหมื่นโลกธาตุได้พุทธภาวะแห่งตนก็ยังอาจบังเกิดพุทธานุภาพเป็นที่พึ่งแห่งตนได้


อธิบาย
แปลความเกินคำสวดไปไกล สร้างความขลังความศักดิ์สิทธิ์จากความหมายที่อธิบายดูดิบดีจากการขโมยหลักการทางมหายานมารวบไว้
... แล้วหมื่นโลกธาตุ พระแม่องค์ธรรมสร้างมาทั้งหมดไหมจ๊ะ แล้วในแต่ละโลกธาตุพระแม่สร้างยังไง ตอนนี้มีปรกโปรดสามยุคหรือเปล่า บรรดาเทพเซียนไม่แยกร่างขาขวิดเลยหรือจ๊ะ... หมื่นโลกธาตุ...



朵朵金蓮去超

朵朵金蓮 ตั๋วตั่วจินเหลียน : บัวทองทุก ๆ ดอก

去超生 ซวี่เชาเชิง : ไปเกิดในภพอันล่วงพ้น


แปล : ที่สุดบัวทองทุก ๆ ดอก คือผู้บำเพ็ญจริงทุกคนในธรรมกาลยุคขาวจะสามารถล่วงพ้นจากวัฏสงสาร
(คำว่า "ทอง" ในโป๊ยก่วย หมายถึง "สีขาว" "บัวทอง" จึงหมายถึงผู้บำเพ็ญจิตบริสุทธิ์ในธรรมกาลยุคขาว)


อธิบาย
ล่วงพ้นจากวัฏสงสาร แล้วก็ต้องกลับมาเกิดใหม่ ไม่เรียกว่าล่วงพ้นนะลัทธิโคมเวียน...


識得西來白陽子

識得 ซึเต๋อ : ได้เข้าใจรู้จัก

西來 ซีไหล : มาจากฟากฟ้าตะวันตก (พุทธเกษตร)

白陽子 ไป้หยังจี่อ : พุทธบุตรแห่งธรรมกาลยุคขาว

แปล : เพราะเราได้เข้าใจ ได้รู้จักดวงธรรมญาณในตน แต่เดิมทีทีมาจากฟากฟ้าตะวันตกอันเป็นดินแดนพุทธ เกษตร อีกทั้งยังได้เข้าใจได้รู้ว่าเราก็คือพุทธบุตรแห่ง พระอนุตตรธรรมมารดา เราก็คือผู้บำเพ็ญในธรรมกาลยุคขาวสุดท้ายนี้

อธิบาย
สรุปว่าลัทธินี้จะฟ้าเบื้องบน หรือฟ้าเบื้องตะวันตก พุทธเกษตรทิศตะวันตก คือ แดนสุขาวดี ในทางมหายานเขาไม่ได้สอนเลยว่าเป็นนิพพาน ไม่ทราบลัทธินรกนี้ไปมั่วมุมไหนมาแล้วเบื้องบนกับเบื้องตะวันตกมันเบื้องเดียวกันไหม เมื่อจะโยงสุขาวดีกับนิพพานเป็นอันเดียวกันตะวันตกต้องเป็นเบื้องบนแบบเฉียงๆ สิจ๊ะ

ทีนี้ก็ต้องขึ้นต้นการอารัมภบทบรรยายธรรมด้วยคำว่า

...ด้วยพระมหากรุณาธิคุณแห่งฟ้าเบื้องบนมุมเฉียงๆ ฟากทิศตะวันตก ...มันก็แปลกดี สมกับเนื้อแท้แห่งลัทธินะจ๊ะ...

เพิ่มเติม>> แต่ถึงแม้จะเอาไปเทียบกับพุทธเกษตก็ไม่ใช่อยู่ดีครับ  เพราะพุทธเกษตรในคติมหายานนิกายสุขาวดีนั้นผู้ที่ได้ไปเกิดที่นั่นแล้วจะไม่ต้องกลับมาเกิดอีกแต่จะรอเข้านิพพานต่อไป ณ.ที่นั่น



鄉兒點鐵化成

鄉兒 เซียงเอ๋อ : พุทธบุตรจากบ้านต้นกำเนิด

點鐵 เตึ๋ยนเถื่ย : จรดนิ้วลงไปบนเหล็ก

化成金 ฮว่าเฉิงจีน : :แปรเปลี่ยนเป็นทองขาวบริสุทธิ์

แปล : พุทธบุตรที่มาจากฟากฟ้ามาจากพุทธเกษตรอันเป็นบ้านต้นกำเนิดก่อนเกิดกาย เมื่อได้รับวิถีธรรมก็จะ สะดุดใจได้ฉุกคิด บังเกิดจิตสำนึก  เมื่อพระวิสุทธิอาจารย์ได้โปรดจรดนิ้วลงบนจุดสถิตจิตญาณซึ่งแม้จิตดวงนั้นในบัดนี้จะพอกพูนด้วยโลกีย์วิสัยมาหลายชาติจนแข็งกระด้างดั่งเหล็กหนาก็อาจแปรเปลี่ยนเป็นทอง, เป็นดวงจิตขาวบริสุทธิ์ ดังเดิมได้


อธิบาย
ไม่เห็นสาวกทั้งหลายจะบังเกิดอะไรได้จริง มีแต่อวิชชาพอกพูนกับจุดตั้งเหนือขั้วดั้งจมูก แล้วเจิมกันไปมา ยิ่งหลงงมงายเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่เห็นจะบรรลุสิ่งใดได้เลย นอกจากจ่ายเงิน หลอกตัวเอง สบายใจ ...เห้อ วังวนแห่งปลักตมของแท้ๆ นะจ๊ะ


เพิ่มเติม>> นั่นไง...พอมาตอนนี้ลัทธินี้กลับบอกว่าจิตญานมาจากพุทธเกษตร คือบางทีเขาก็บอกว่ามาจากนิพพาน  บางทีก็บอกว่ามาจากพุทธเกษตร  ตกลงไม่ทราบว่าเขาจะเอาอย่างไรกันแน่หรือว่าสับสนเต็มที 


แต่ถ้าจะให้สรุปจากสิ่งลัทธิพูดมานะครับก็สรุปได้ว่า ลัทธินี้เข้าใจผิดว่า นิพพาน และ พุทธเกษตร คือที่เดียวกัน 


หรือให้สรุปอีกแง่หนึ่งก็คือ ลัทธินี้พยายามจะตีรวม รวบเอาพุทธเกษตรกับนิพพานมาไว้ด้วยกันอีกแล้วตามแบบฉบับความมั่วของลัทธิเพราะลัทธินี้ก็ไม่เคยเข้ามาศึกษาพุทธศาสนาอย่างจริงจังแค่พอได้ยินชื่อก็เอาไปเขียนเป็นตุเป็นตะหรือพูดง่าย ๆ ว่า ฟังไม่ได้ศัพท์จับไปกระเดียด และจนบัดนี้ลัทธินี้ก็ยังแยกไม่ออกระหว่าง พุทธเกษตร กับ นิพพาน


ตอนที่ลัทธิเขาเจิมดั้งหัก ๆ ให้ก็จะใช้นิ้วกลางชูขึ้นจิ้มไปจิ้มมาแบบในรูปนี่ล่ะ


每日志心常持念

每日 เหม่ยยื่อ : ทุกวัน 

志心 จี้อชิน : มุ่งใจหมายมั่น

常持念 ฉังฉือเนี่ยน : ประคองท่องจำไว้เสมอ

แปล : ต่อจากนั้น ประกอบกับตนเองมุ่งใจหมายมั่นประคองท่องจำกำหนดรู้สัจธรรมในพระคัมภีร์สัจจคาถาเมตเตยยะประคองท่องจำกำหนดรู้สัจธรรมในพุทธภาวะของดวงจิตชีวิตธรรมญาณตน
(ขณะท่องพระคาถาให้กำหนดดวงธรรมญาณในตนด้วยเสมอ)




三災八難不來侵

三災 ชันไจ : ภัยทั้งสาม

八難 ปานั่น : ความทุกข์ทั้งแปด

不來侵 ปู้ไหลชิน : ไม่กลํ้ากราย

แปล : เมื่อกำหนดรู้อยู่เสมอ ภัยจากโลภ โกรธ หลง ในตนและภยันตรายจากนํ้า ไฟ ลมภายนอกจะไม่อาจให้ร้าย ความทุกข์จากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย จาก พราก อยากใคร่ ผิดหวัง คั่งแค้นและขันธ์ห้าจะไม่อาจให้ทุกข์ อีกทั้งวินาศภัยจากนํ้าท่วม ไฟไหม้ หอกดาบ มีดพร้า ศาสตราภัย สงครามยํ่ายี แห้งแล้งอดอยาก จมนํ้าตาย ไร่นาเสียหาย พืชผลล้มเหลว... ความวิบ้ตเหล่านี้ก็จะ ไม่ก่อทุกข์ให้




要想成佛勤禮拜

要想 เหย้าเสี่ยง : คิดที่จะ

成佛 เฉิงฝอ : บรรลุพุทธะ

勤禮拜 ฉินหลี่ไป้ : หมั่นน้อมกราบ

แปล : หากคิดจะบรรลุพุทธะจงหมั่นน้อมกราบพุทธะ ผู้ไปดีแล้วจากการบำเพ็ญเพียรของพระองค์เองและเจริญรอยตามแบบอย่างของพระองคํให้จงได้  หากคิดจะบรรลุพุทธะจงหมั่นน้อมกราบพุทธะภาวะแห่งตนซึ่งตนจะรู้ดีกว่าใครอึ่นว่าตนนั้นสูงส่งดีงาม สมควรได้รับการกราบไหว้จากตนเองและผู้อื่นเพียงไร




常持聰明智慧心

常持 ฉังฉีอ : หมั่นประคองรักษาไว้

聰明 ชงหมิง : หูตาสว่าง แจ่มชัด

智慧心 จื้อฮุ่ยซิน : ปัญญาจะเกิดแก่จิต

แปล : หากหมั่นประคองรักษาพุทธภาวะอันบริสุทธิ้ โปร่ง ใส ในตนไว้เสมอ หูตาจะสว่างแจ่มชัดกว้างไกลปัญญาญาณอันลํ้าเลิศจะเกิดแก่จิต  หมั่นประคองท่องจำคัมภีร์สัจจคาถาเมตเตยยะไว้เสมอพุทธานุภาพในพระคัมภีร์จะช่วยให้หูตาสว่าง แจ่มชัด กว้างไกล ปัญญาญาณอันลํ้าเลิศจะเกิด ตามมา


อธิบาย
ส่วนนี้ แปลออกมาสุดท้ายก็ยังโยงเอาจุดธรรมญาณมาขายแล้วก็เอาภัยพิบัติมาขาย ว่าสวดแล้วจะไม่เจอทุกข์ภัยใช้เป็นจุดขายโฆษณาเกินจริง



หลักเรื่องบรรลุพุทธะ เรื่องพุทธภาวะในสรระสัตว์ เอาแนวหลักทางมหายานไปใช้ไม่เอาไปเปล่าๆ สอนว่ากำเนิดมาจากลัทธิตนเสียอีก ...อื่ม ช่างกล้าเหลือเกินหนอ

โฆษณาว่า สวดบทนี้ประจำนอกจากไม่มีภัยมากล้ำกรายแล้วยังฉลาดด้วย แต่ทว่า.... ไหนเอ่ย หลักแห่งอริยสัจสี่ประการ...??  สาวกสวดแล้วไม่เห็นจะฉลาดได้เลย แค่ปฐมมรรคในองค์แปด คือ สัมมาทิฏฐิ ก็ร่วงแล้ว ที่เหลือนี่ไม่ต้องพูดถึงเลยนะจ๊ะชาตินี้ชาติไหนๆ จะไปบรรลุอะไรได้หรอกหรือนอกจากอรหันต์ลวงโลกอริยะหลอกตนเอง นะจ๊ะ!!



休聽邪人胡

休聽 ซิวทิง : หยุด อย่าได้ฟัง 

邪人 เสียเหยิน : มิจฉาบุคคล

說話 หูซัวฮว่า : พูดเหลวไหล

แปล : จงหยุด อย่าได้เชื่อฟังคำยุแหย่ ยกยอ หยามหยาบหรือคำชักนำอันเป็นมิจฉาวาจาจากมิจฉาบุคคล "ภายนอก" ทั่วไป  จงหยุด อย่าได้ฟังคำยุแหย่ ยกยอ หยามหยาบ หรือคำชักนำจากมิจฉาบุคคล "ภายใน" คือกายใจของตนเองที่พูดจาเหลวไหลไม่ตรงต่อหลักสัจธรรมความเป็นจริง


อธิบาย 
ลัทธินี้จะสอนว่า บุคคลภายนอกคือคนที่่ไม่ได้รับธรรมะของลัทธิไม่่เข้าเป็นสาวก  ผู้ที่มาทำการชี้แจง แนะนำ บอกกล่าว เล่าความจริงอะไรที่จะกระทบต่อความงมงายในลัทธิจะถูกมองว่าเป็นคนมีมิจฉาทิฏฐิ (ทั้งที่ลัทธิเองก็อธิบายอะไรในความจริงไม่ได้เลย อธิบายมาบ้างก็ข้างๆ คูๆ หลงไปหลงมา แต่ก็ยังยึดมั่นอย่างงมงาย)

ซึ่งเขาจะเห็นว่าเป็นคำยุแหย่ หยาบหยาม ชักนำ จากมาร จากมิจฉาบุคคล ที่จะทำให้หลุดจากทางแห่งการหลุดพ้น (หลุดจากกระแสนิพพานของเจ้าแม่องค์ธรรม)


คือ จะสอนว่าเป็นมารมาชักจูงออกไป ซึ่งเขาเรียกอาการเหล่านี้ว่าเป็นประเภทหนึ่งของ มารทดสอบ (คือ คนข้างนอกลัทธิที่เอาพิรุษมาจัดการมาอธิบายเขาจะบอกว่าเป็นมารมาทดสอบสาวก = เพราะลัทธิกลัวคนจะหลุดออกไปจึงต้องกล่อมเกลาล้างสมองไว้แบบนี้)

คนที่หลุดจากวังวนแห่งความลวงโลกไปได้เพราะพบกับความเป็นจริง   ในลัทธิก็จะสอนสาวกไว้ว่าคนเหล่านั้นจะต้องถูกส่งไปสู่แดนเคี่ยวกรำทรมาณที่คุกสวรรค์เรียกว่าจิ่วหยังกวนสถานที่เคี่ยวกรำผู้บำเพ็ญ สาวกที่หลงงมงายมากๆ ก็จะมีพันธะแห่งความกลัวก็จะไม่กล้าเปิดใจศึกษาความเป็นจริงจะเชื่อเพียงแต่สิ่งที่ลัทธิสอนเท่านั้น ตรงนี้เป็นการล้างสมอง ...!!!

  

牢栓意馬念無生

牢栓 เหลาซวน : ล้อมคอก คล้องไว้

意馬 อี้หม่า : ความคิดจิตใจวิ่งไปเหมือนม้า

念無生 เนี่ยนอู๋เชิง : ท่องจำกำหนดอยู่ที่องค์ธรรมมารดาอันเป็นสุญญตาภาวะไม่เกิดดับ

แปล : จงล้อมคอกความคิดจิตกระเจิงไว้เหมือนคล้องคอม้าพยศให้สงบหยุดนิ่งลงได้จงมุ่งหมายท่องจำกำหนดรู้อยู่ที่องค์ธรรมมารดา พุทธบุตรจากองค์ธรรมมารดาคือธรรมญาณตน จงคล้องใจพุทธบุตรไว้มิให้ความคิดเกิดดับ เกิดดับ......


อธิบา

(ลัทธินี้สับสนเรื่อยไป) 

เพิ่มเติม>> คำว่าท่องจำกำหนดของลัทธิก็หมายถึง การท่องคาถา 5 คำ อู๋ ไท่ ฝอ หมีเล่อ และทำจิตกำหนดไว้ที่จุดญานทวารกลางคิ้วนั่นเอง  ซึ่งนี่เป็นวิธีการสูตรสำเร็จในการทำสมาธิภาวนาของลัทธิและก็ไม่ได้มีอะไรมากกว่านี้ซึ่งก็จะบอกว่ามันไม่เกี่ยวอะไรกับการวิปัสสนาเพื่อถึงพระนิพพานเลย  และแม้แต่คาถานี้ก็สับสนเหลือเกินเพราะบอกว่าจะต้องให้กำหนดท่จุดขององค์ธรรมมารดาที่ไม่เกิดดับ  


องค์ธรรมมารดาของลัทธินี้น่ะเหรอครับที่ไม่เกิดดับ?? 



ก็ในเมื่อลัทธินี้ยกย่องว่าองค์ธรรมมารดาพระแม่สูงสุดของลัทธิเป็นนิพพานแท้  แต่ทำไมผมเห็นตำราตั้งหลายเล่มของลัทธิที่เอายายองค์ธรรมมารดานี่ล่ะมาเข้าทรงนั่งร้องห่มร้องให้ อ้าว...มันเคยมีหรือไงว่าเรียกนิพพานมาเข้าทรงได้  พอเราถามสาวกไปเขาก็บอกว่านั่นเป็นแค่สมมุติ...คำตอบนี่ยิ่งน่าตลกนะครับเพราะถ้าเป็นนิพพานแท้แล้วจะย้อนกลับมาหาสิ่งสมมุติได้อย่างไร นิพพาน พ้นไปจากสมมุติทั้งปวงและไม่มีเหตุให้เกิดไม่ว่าจะกรณีใดก็ตาม อันนี้แต่งตำราว่าพระแม่องค์ธรรมมาเข้าทรง พระแม่ร้องให้ พระแม่ประทานภัยพิบัติ พระแม่ประทานนั่นนี่ ..แล้วแต่เขาจะแต่งซึ่งชาวพุทธเองลองพิจารณานะครับว่านี่น่ะหรือภารกิจของนิพพาน ?? เพราะฉะนั้นบอกได้เลยว่าพระแม่องค์ธรรมมารดาของลัทธินี้ไม่ใช่นิพพานและยังมีตัวตนมีการเกิดดับอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน 



ส่วนตำราของลัทธิเองตั้งมากมายที่พูดถึง นิพพาน แต่นิพพานสำหรับลัทธิกลับยังมีการเวียนว่ายตายเกิดอยู่เหมือนเดิม ขนกันไปแล้วก็ขนกลับมาเหมือนเดิม  เพราะฉะนั้นการที่จะบอกให้ทำสมาธิสูตรสำเร็จของลัทธิคือท่องคาถา อู๋ไท่ฝอหมีเล่อ แล้วกำหนดจิตไว้ที่กลางคิ้ว จึงเป็นวิธีการที่ใช้ไม่ได้ไม่ถึงนิพพานจริงและเป็นการทดลองที่ล้มเหลวขององค์ธรรมมารดาเจ้าลัทธิ  นิพพาน สำหรับลัทธินี้ก็เพียงการทดลองที่ล้มเหลวขององค์ธรรมมารดาเท่านั้น

ลองเข้าไปดูได้ที่ http://protectbuddha.blogspot.com/2013/09/blog-post_1104.html


และสำหรับการทำสมาธิวิปัสสนาที่คัมภีร์ท่อนนี้บอกไว้ว่าให้กำหนดไว้ที่การไม่เกิดดับ  ต้องขยายความตามหลักพุทธศาสนานะครับว่าคำว่า ไม่เกิดดับ นั้นมีเพียงแต่ นิพพาน เท่านั้นที่จะไม่เกิดดับ  แล้วถ้าจะให้คนปกติทำสมาธิโดยการพิจารณานิพพานนั้นจะเป็นไปได้หรือเพราะผู้ที่จะแจ่มแจ้ง นิพพาน นั้นมีแต่พระอรหันต์เท่านั้นแต่ปุถุชนคนปกติอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ อยู่ดี ๆ จะให้กระโดดไปพิจารณานิพพานทันทีย่อมเป็นไปไม่ได้ 



เพราะฉะนั้นวิธีการของลัทธิตามที่บอกไว้จึงเป็นการพูดของลัทธิให้เป็นปรัชญาสวย ๆ เท่านั้นล่ะแต่มันเป็นทฤษฏีที่ใช้ไม่ได้ในความจริง  เป็นแค่วิธีการพูดขายฝันเพื่อสรรหาสาวกก็เท่านั้น  สาวกคนที่ทำไปแล้วถ้าจะเห็นนิพพานได้ทันทีตามที่โฆษณาไว้ก็คงเห็นแบบหลอกตัวเองไปเรื่อย ๆ โดยอาจจะไม่มีโอกาศได้พบนิพพานแท้เลย




老母降下真天咒

老母 เหลาหมู่ : องค์ธรรมมารดา

降下 เจี้ยงเซี่ย : ปรกโปรดประทานให้

真天咒 เจินเทียนโจ้ว : สัจจคาถาจากฟ้า (อู๋ไท่ฝอหมีเล่อ)

แปล : องค์ธรรมมารดาปรกโปรดประทานสัจจคาถาจากฟ้า นั่นคือ "ดวงธรรมญาณ" ไว้ในรูปกายสังขาร ดวงธรรมญาณหรือสัจคาถาจากฟ้าจึงมีความศักดิ์สิทธิ์พร้อมแล้วอยู่ในตัว


เพิ่มเติม
เรื่องจุดญานทวารดูได้ที่ http://protectbuddha.blogspot.com/2013/09/blog-post_16.html
เรื่องสัจจคาถาดูได้ที่ http://protectbuddha.blogspot.com/2013/09/blog-post_19.html

用心持念有神通

用心 ย่งซิน :ตั้งใจ

持念 ฉือเนี่ยน: ประคองท่องจำ

有神通 โหย่วเสินทาง : มีความศักดิ์สิทธิ์รอบรู้


แปล : พึงตั้งใจประคองท่องจำสำนึกรู้ในสัจจคาถาจากฟ้าคือดวงธรรมญาณของตนไว้เรื่อยไปจนกว่าจะเข้าถึงความศักดิ์สิทธึ่เกิดปัญญาระลึกรอบรู้ได้


อธิบาย

คือว่า สวดไปสวดมา ทั้งบทมันก็วนโยงกลับเข้าไตรรัตน์วิถีจิตสามอย่างของลัทธิจนได้เพราะเป็นจุดท็อป ที่ใช้ขายแอบอ้างแล้วนั่นหละนะจ๊ะ !! 

(ตกลงว่าลัทธินี้มันก็ไม่มีสาระอะไรเลย  ยังไงมันก็วนเวียนอยู่แค่ไตรรัตน์ 3 อย่างนี่ล่ะเหมือนพายเรือในอ่าง)




滿天星斗都下世

滿天 หมั่นเทียน : ทั่วฟ้า 

星斗 ซิงโต่ว : หมู่ดาวเทพสถิต

都下世 โตวเซื่ยซื่อ : ต่างลงมาสู่โลก

แปล : บัดนี้เทพสถิตประจำดวงดาวทุกหมู่เหล่าต่างมุ่งลงมาสู่โลก บ้างเกิดกายบ้างแฝงกายเพื่อเสริมส่งธรรมปฏิบัติในยุคสุดท้ายนี้



五方列仙下天宮

五方 อู่ฟัง : ห้าทิศ

列仙 เลี่ยเซียน : เซียนทกระดับ

下天宮 เซี่ยเทียนกง : ลงมาจากปราสาทชนฟ้า

แปล : เซียนทุกระดับจากทิศตะวันออก ตะวันตก ทิศเหนือ ทิศใต้และศูนย์กลางต่างลงมาจากปราสาททิพยวิมานในชั้นฟ้า



各方城隍來對號

各方 เก้อฟัง : แต่ละด้าน

城隍 เฉิงหวง : พระกาฬประจำเมือง

來對號 ไหลตุ้ยเร่า : ตรวจสอบเลขที่

แปล : พระกาฬประจำเมืองแต่ละด้านต่างรีบเร่งทำการตรวจสอบเลขที่บัญชีรายชื่อของผู้อยู่อาศ้ยในเมืองซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองดูแลของท่านว่าใครได้รับการถอนชื่อเพื่อถวายขึ้นไปในบัญชีอรียะ(รับธรรมะ) พ้นจากหน้าที่ปกครองของท่านแล้วบ้าง


อธิบาย
นี่ถือว่าเป็นหนึ่งในแผนการโฆษณาของลัทธิที่ชวนเชื่อให้ผู้คนหลงงมงายมานานทุกรุ่นทุกสมัย  เนื่องจากในพิธีรับธรรมมะของลัทธินี้จะมีการเขียนชื่อสมาชิกที่ขอเข้าร่วมพิธีทุกคนไว้ในกระดาษที่เรียกว่า ใบเทวนาคราช หรือ ใบเปี่ยวเหวิน จากนั้นจะทำการเผา โดยลัทธิอ้างว่ารายชื่อทุกท่านที่เขียนลงไปลัทธิจะทำการเผาเพื่อลงบัญชีไว้ที่สวรรค์และถอนชื่อจากบัญชีนรก จะทำให้ผู้ที่มีรายชื่อนั้นถูกถอนชื่อจากบัญชีนรกเป็นการปิดอบายทันทีและรายชื่อจะลงทะเบียนไว้ที่สวรรค์ ณ.ด่านตรีเทพพิทักษ์เพื่อเข้าสู่พระนิพพานในที่สุด  ซึ่งเรื่องนี้ก็ขัดแย้งกับพุทธศาสนาชัดเจน เพราะในทางพุทธศาสนาผู้ที่จะปิดอบายได้จริงได้ต้องละสังโยชน์ 3 เป็นพระโสดาบันเท่านั้น และพระโสดาบันทุกท่านล้วนแต่ปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์แปดที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสไว้ทั้งสิ้น ไม่เคยมีการทำพิธีเผาใบกระดาษแต่อย่างใด


ภาพบน^^การเผาใบเทวนาคราช หรือ เปี่ยวเหวิน  เพื่อถอนรายชื่อสมาชิกออกจากนรก


報事靈童察的清

報事 เป้าซื่อ : รายงาน

靈童 หลิงถง : ทิพย์กุมาร

察的清 ฉาเตอชิง : ตรวจสอบแน่ชัด

แปล : การนี้ยังมีทิพย์กุมารสื่อสารอีกมากมายร่วมทำหน้าที่ตรวจสอบบัญชีรายชื่อให้ตรงกับบุคคลนั้น ๆ อย่างแน่ชัดเพื่อถวายรายงานต่อ


เพิ่มเติม>> เอากะเขาซี่...ตอนนี้นอกจากบนนิพพานจะมีฝ่ายบัญชีแล้วยังมีเหล่ากุมารทั้งหลายมาเป็นเจ้าหน้าที่ซะด้วย


三官大帝慈悲註

三官大帝 ซันกวนต้าตี้ : มหาราชเจ้าทั้งสามพระองค์คือ เหยา ซุ่น อวี่ บรรพกษัตริย์ผู้ทรงธรรมในอดีตกาล (พระอริยฐานะขณะนี้คือ ตรีเทพพิทักษ์มหาราช)

慈悲註 ฉือเปยจู้: ได้โปรดจารึกไว้


แปล : .... มหาราชเจ้าทั้งสามพระองค์ที่ทรงโปรดทำหน้าที่จารึกรายชื่อที่ถวายขึ้นไปในบัญชีอริยะเบื้องบน



赦罪天曹救眾生

赦罪 เซ่อจุ้ย : อภัยโทษ

天曹 ชันเฉา : สามโลก

救眾生 จิ้วจ้งเซิง : ฉุดช่วยมวลชีวิต

แปล : เป็นบุญวาระสุดท้ายที่เบื้องบนทรงโปรดฉุดช่วยมวลชีวิตจิตญาณ เทพเทวา มนุษย์ ฝี ที่ได้รับการ ฉุดช่วยทั้งสามโลกในครั้งนี้จะได้รับการอภัยโทษผ่อนผันเป็นการเฉพาะจากองค์ธรรมมารดา


อธิบาย
อ้างมาหมดสวรรค์เลย เทพเจ้าคติของจีน

เราจะไม่พบเทพเจ้าในดินแดนแถบอื่น พระศิวะ พระพรหม พระนารายณ์ พระอุมา พระพิฆเณศ ฯลฯ

จนทางแถบอีกซีกโลกทางกรีก คือ ซูส โพไซดอน มาร์ส วีนัส ฯลฯ
จนแถบอียิปต์ รา โอสิริส ฮอรัส ไอซิส ฯลฯ
ยังมีอีกของหลายแถบประเทศทั้งของนอร์ส มายา แอซแทก อินคา ฮิปไทต์ ซีเรีย ฯลฯ ที่ไม่มีมาร่วมด้วยเลย น่าน้อยใจแทนเหลือเกิน
(ไหนว่าปรกโปรดโลก แล้วเทพเจ้าในแต่ละมุมโลกทำไมกระจุยกระจายไม่เอามาอ้างขายบ้าง แสดงว่าฟ้าเบื้องบนที่ว่ามีอำนาจครอบจักรวาลนี่ของเก๊แล้วนะจ๊ะ)

เขาจะอิงเรื่องฮ่องสินมากๆ ซึ่งตามลักษณะแล้วอ้างเทพเจ้าลงมาเกิดมีประโยชน์แฝงอีกหนึ่งอย่างคือ เวลาเข้าทรงก็จะแสดงการยกยอพูดกับผู้อุปถัมภ์ให้แก่ลัทธิรายใหญ่ๆ ว่าเป็นองค์นั้นองค์นี้มาเกิดให้หลงไหลได้ปลื้ม!! เอาไว้สถาปนาให้กับพวกอธิการพวกผู้นำลัทธิ นำสาขา จนพวกมีผลงานให้ลัทธิมากๆ หรือเอาไว้สำหรับเวลาจะอ้างชื่อ ชีวิต คำสอนของใครในอดีตมาใช้เป็นผลประโยชน์ลัทธิก็จะจับมาเข้าทรง แล้วกล่าวระบุชี้ชัดว่าฟ้าเบื้องบนส่งลงมาเพื่อลัทธิ ...คือว่าแม้กระทั้งรัชกาลที่ ๕ ของไทยเราก็โดนเอาไปทรงเรียบร้อย...



救苦天尊來救世

救苦天尊 จิ้วขู่เทียนจุน : พระองค์ผู้ปลดเปลื้องทุกข์ 

來救世 ไหลริ้วชื่อ : มาโปรดชาวโลก


แปล : เมื่อพระเมตเตยยะจะเจริญมหาปณิธานมาปรกโปรดเพื่อปลดเปลื้องความทุกข์ให้ชาวโลกในครั้งนี้



親點文部揭諦神

親點文部 ชินเตี่ยนเหวินปู้ : คัดเลือกกำหนดหมายฝ่ายบุญฤทธิ

揭諦神 เจียตีเสิน : พระผู้เข้าถึงจิต


แปล : พระองค์ทรงคัดเลือกกำหนดหมายด้วยพระองค์เองให้พระอริยะพระโพธิสัตว์ฝ่ายบุญฤทธิ์ซึ่งเข้าถึงจิตของสาธุชนดั่งดวงตะวันจันทราสว่างฟ้า ทั่วหล้า ทั่วสกล คือพระพุทธจี้กงและพระโพธิสัตว์ จันทรปัญญา ให้ทรงทำหน้าที่วิสุทธิอาจารย์เบิกจุดสถิตจิตพุทธะให้แก่ผู้ขอรับวิถีธรรม



八大金剛來護法

八大金剛 ปาต้าจินกัง : วัชรเทพแปดฝ่าย

來護法 ไหลฮู่ฝ่า : มาพิทักษ์ธรรม


แปล : พระองค์ทรงคัดเลือกกำหนดหมายวัชรเทพผู้ยิ่งใหญ่เกรียงไกรอีกแปดฝ่าย อีกทั้งท้าวจตุมหา- โลกบาลทั้งสี่อันประกอบด้วยพระวัชรอ้สนี พระวัชรวายุ พระวัชรพยัคฆา และพระวัชรนาคา พร้อมกันมาพิทักษ์ธรรม
(อาจารย์ถ่ายทอดเบิกธรรมซึ่งทำหน้าที่แทนพระวิสุทธิจารย์จะต้องน้อมจิตอาราธนาทุกพระองค์ดังกล่าวก่อนทำพิธีถ่ายทอดเบิกธรรมให้แก่สาธุชน)


อธิบาย
อ้างเรื่องของวัชรเทพมาเป็นคติในทางวัชรยาน ซึ่งทางจีนมีอยู่โดยเอาชื่อเรียกแปดมหาวัชรเทพมาใช้แต่รายละเอียดบิดเบือนไปหมดไปคิดเอาผสมโรงเอง = อ้างเรื่อยเปื่อยมั่วซั่วเอาชื่อมามั่วใช้ให้ดูขลัง


四位菩薩救眾生

四位菩薩 ชื่อเว่ยผูซ่า : พระโพธิสัตว์ทั้งสี่

救眾生 จิ้วจ้งเชิง : ฉุดช่วยเหล่าเวไนย


แปล : อีกทั้งยังมีมหาโพธิสัตว์ทั้งสี่คือ พระโพธิสัตว์กวนอิม พระโพธิสัตว์จันทรปัญญา พระโพธิสัตว์มัญชุศรี พระโพธิสัตว์สมันตภัทร ทรงคํ้าชูงานถ่ายทอดเบิกธรรมทรงฉุดช่วยคุ้มครองรักษาเหล่าเวไนยฯ


อธิบาย
นี่ก็มั่วเอามาแอบอ้าง เพราะคติในจีน พระมหาโพธิสัตว์ที่ได้รับการเคารพสักการะเป็นอย่างมากมี ๔ พระองค์ ถึงขนาดมีจตุรพุทธคีรีประจำแต่ละองค์  และลัทธินี้นำท่านมาแอบอ้างอีกแล้วโดยสอดแทรกโพธิสัตว์จันทรปัญญา ที่ลัทธิแต่งและสถาปนาขึ้นมาเองเอามาแทนพระมหาโพธิสัตว์กษิติครรภ์ ...มันก็ยังมั่วแม้กระทั่งรายละเอียดปลีกย่อยเนอะ !!....



緊領三十六員將

緊領 จิ๋นหลิ่ง : นำพาประชิด

三十六 ซันซึลิ่ว : สามสิบหก

員將 เอวึ๋ยนเจึ่ยง : เทวาอารักษ์น้อยใหญ่

แปล : เมื่ออาราธนาหรือสวดท่องพระคัมภีร์สัจจคาถาเมตเตยยะพระองค์จะนำพาจอมทัพฟ้าและเทวาอารักษ์น้อยใหญ่อีกสามสิบหกพระองค์ลงมายังโลกมนุษย์อย่างเร่งรีบประชิดตัว



五百靈官緊隨跟

五百靈官 อู๋ไป่หลิงกวน : ทิพยมนตรีห้าร้อยพระองค์

緊隨跟 จี่นสุยเกิน : ตามติดประชิดมา


แปล : อีกทั้งนำพาทิพยมนตรีอีกห้าร้อยพระองค์ตามติดประชิดมาเพื่อทรงร่วมคุ้มครองรักษาสาธุชนและสอดส่องความเป็นไปในสามโลก



扶助彌勒成大道

扶助 ฝูจู้ : ประคองรองรับ

彌勒 หมีเล่อ : พระเมตเตยยะ

成大道 เฉิงตาเต้า : บรรลุมหาอริยมรรค

แปล : ทุกพระองค์ทรงร่วมทำหน้าที่ประคองรองรับการอุปัติมาของพระเมตเตยยะเพื่อบรรลุมหาอริยมรรคเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ต่อไป  อีกนัยหนึ่งคือประคองรองรับเมตเตยยะองค์น้อย ๆ คือ พุทธบุตรผู้ปฏิบัติบำเพ็ญในธรรมกาลยุคขาวนี้ให้ได้บรรลุธรรมในภายภาคหน้า



保佑鄉兒得安

保佑鄉兒 เป่าอิ้วเซียงเอ๋อ : คุ้มครองพุทธบุตรจากบ้านเดิม

得安寧 เต๋ออันหนิง : ให้ได้รับความสงบสุข


แปล : คุ้มครองพุทธบุตรจากบ้านเดิมคือผู้ปฏิบัติบำเพ็ญทั้งหลายให้ได้รับความสงบสุขเพื่อจะได้ตั้งหน้าตั้งตาเจริญธรรมกันให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป


อธิบาย
ที่จริง มันไม่เห็นจะควรเป็นบทสวดได้ตรงไหน น่าจะเป็นช่วง "ฝอย" บรรยายอานิสงค์ให้ช่วยโฆษณาชวนเชื่อลัทธิมากกว่า...


北方真武為將帥

北方真武 เป่ยฟังเจินอู่ : เทพเจ้าผู้ทรงฤทธิ้แห่งทิศอุดร (เหี่ยงเทียนเสี่ยงตี่)

為將帥 เหวยเจี้ยงไชว่ : เป็นนายทัพ


แปล : งานคุ้มครองป้องภัยนี้มี "เปยฟังเจินอู่" เทพเจ้า ผู้ทรงฤทธิ่แห่งทิศอุดรเป็นนายทัพนำกอง
(หนังสือบางเล่มในภาคภาษาจีนอธิบายไว้ว่า "เป่ยฟังเจินอู่" คือพระภาคเดิมพระภาคหนึ่งของพระเมตเตยยะ)


อธิบาย
มั่วมาอีกแล้ว พระเมตไตรยไม่ได้เกี่ยวข้องกับเทพเจ้าองค์นี้ในคติทางมหายานท่านมีชื่อว่า "เมี่ยวเกี่ยนผ่อสัก" ซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์หมู่ดาวไม่ใช่พระเมตไตรย์ (ตำราลัทธิภาคภาษาจีนก็เละเทะใช้ได้เลยทีเดียว)



青臉紅髮顯神通

青臉紅髮 ชิงเหลี่ยนหงฝ่า : พระพักตร์สีเขียว พระเกศาสีแดง

顯神通 เสี่ยนเสินทง : สำแดงฤทธานุภาพ


แปล : "เปยฟังเจินอู่" ผู้ทรงฤทธิ้พระองค์มีพระพักตร์ สีเขียว พระเกศาสีแดง มีฤทธานุภาพยิ่งใหญ่
ผู้บำเพ็ญในธรรมกาลยุคสุดท้ายนี้ก็เช่นกัน ท่านอุปมาให้เป็นเช่นทหารกล้าสำแดงฤทธานุภาพฝ่าฟันอุปสรรคในการฉุดช่วยผู้คน ใช้ปัญญาฟาดฟันกิเลสมารในจิตตนให้แพ้พ่ายมลายสูญดุจเดียวกับพระองค์"เป่ยฟังเจินอู่" ผู้ทรงฤทธิ์




扯起皂旗遮日月

扯起皂旗 เฉ่อฉี่เจ้าฉี : คว้าเอาธงดำ

遮日月 เจอยื่อเอวี้ย : บดบังตะวันเดือน


แปล : ความห้าวหาญของพระองค์ผู้ทรงฤทธิ้ยิ่งใหญ่ ถึงขนาดคว้าเอาธงดำมาบดบังตะวันเดือนได้




頭頂森羅七寶星

頭頂 โถวติ่ง : บนพระเศียร

森羅 เซินหลัว : ประดับไว้รายรอบ

七寶星 ชีเป่าชิง : ดวงดาวรัตนะทั้งเจ็ด

แปล : บุญญาธิการในพระองค์ส่องแสงสว่างกระจ่าง- ฟ้าดั่งมีดวงดาวรัตนะทั้งเจ็ดประดับไว้รายรอบพระเศียรเป็นอุปมาให้ผู้บำเพ็ญเสริมสร้างบารมีเปล่งรัศมีธรรมกำจัดภัยมืดเพื่อตนและเพื่อทุกชีวิต



威鎮北方為帥首

威鎮 เวยเจิ้น : อิทธิฤทธึ๋สะเทือน

北方 เป่ยฟ้ง : ทิศอุดร

為帥首 เหวยไซว่โส่ว : เป็นผู้นำใหญ่

แปล : อิทธิฤทธึ่ความน่าเกรงขามของพระองค์สะเทือนเลือนลั่นไปทั่วทิศอุดร  พระองค์เป็นใหญ่เป็นผู้นำทางทิศอุดร



肅清諸惡掛甲兵

肅清諸惡 ซู่ฉิ่งจูเอ้อ : เร่งรัดขอให้หมู่มารร้าย

掛甲兵 กว้าเจยปีง : แขวนเกราะพลรบ


แปล : พระองค์เร่งรัดขอให้หมู่มารร้ายแขวนเกราะพลรบหยุดการก่อกวนราวีผู้ปฏิบัติบำเพ็ญดีในวิถีอนุตตรธรรม ซึ่งอาจบรรลุมรรคผลได้ในภายหน้า  หยุดก่อกวนราวีผู้ที่ตงใจสวดท่องคัมภีร์สัจคาถาเมตเตยยะนี้



搭救原人鄉兒

搭救 ตาจิ้ว : เป็นสื่อฉุดช่วย

原人 เอวึ๋ยนเหยิน : คนเดิมจากเบื้องบน

鄉兒女 เชียงเอ๋อหนวี่ : หญิงชายจากบ้านต้นกำเนิด

แปล : พระองค์ยังทรงเป็นสื่อทอดสะพานบุญฉุดช่วยคนเดิมที่มาจากเบื้องบนคือสาธุชนหญิงชายผู้ที่ใด้รับวิถีธรรมที่ปฏิบัติบำเพ็ญจริง




火光落地化為塵

火光 หั่วกวง : แสงไฟ

落地 ลั่วตี้ : ตกสู่พื้นดิน

化為塵 ฮว่าเหวยเฉิน : แปรเป็นเถ้าธุลี

แปล : แม้แสงไฟเพลิงจะตกลงมาสู่พื้นแผ่นดินก็มิให้เป็นอันตรายแก่สาธุชนคนดีผู้ที่ได้รับวิถีธรรม แต่ให้กลับกลายแปรเป็นเถ้าธุลีดิน


อธิบาย
เทพเจ้าองค์นี้ เป็นเทพเจ้าชั้นสูงในทางคติศาสนาเต๋า มีผู้คนนับถือมากมายตั้งแต่ระดับฮ่องเต้ถึงสามัญชน

ซึ่งเทพเจ้าองค์นี้ชาวไทยจะรู้จักในนาม "เจ้าพ่อเสือ" ซึ่งที่จริงท่านเป็นระดับเทวราชทางทิศเหนือ

และศาลเจ้าของท่านที่เรียกว่าศาลเจ้าพ่อเสือคนเรียกเอาตามรูปปั้นเสือที่เป็นเทพบริวารในศาลแล้วเข้าใจผิดว่าท่านคือเจ้าที่มาจากเสือ
(เป่ยฟังเจินอู่ = ปักฮึงจิงบู๊ = เหี่ยงเทียนเสี่ยงตี่ เป็นเทพเจ้าองค์ประธานที่ศาลเจ้าพ่อเสือ ถนนตะนาว
ส่วนเจ้าพ่อเสือจริงๆ อยู่ในตู้ซ้ายสุด เป็นเทพบริวารในศาลเจ้าอีกทีนึง)

คนจีนเคารพนับถือท่านมาก เพราะเชื่ออานุภาพแห่งการขจัดปัดเป่าเคราะห์ภัยเนื่องจากดาวเหนือเป็นดาวมีอิทธิกับการเกิดตายและเป็นหมู่ดาวที่สำคัญที่สุดอีกทั้งยังเชื่ออานุภาพในการทำลายล้างอัปมงคลและช่วยให้ร่ำรวย จึงเป็นที่นิยมของชาวจีนทุกระดับ  เอาท่านมาอ้างขายก็สบายลัทธิเลย  ในบทสวดจึงอุทิศหลายวรรคเขียนสรรเสริญและแอบอ้างเอาท่านมาขายแบบเน้นๆ นะจ๊ะ...





四海龍王來助道

四海 ชื่อไห่ : สีคาบสมุทร 

龍王 หลงอวั๋ง : พญานาคา

來助道 ไหลจู้เต้า : มาร่วมช่วยงานธรรม

แปล : พญานาคาทั้งสี่คาบสมุทรใหญ่ก็ให้มาร่วมช่วยเสริมสร้างงานถ่ายทอดวิถีธรรมให้มาร่วมช่วยคุ้มครอง ป้องกันภัยแก่ผู้ได้รับวิถีธรรมและสาธุชนคนดี





各駕祥雲去騰空

各駕祥雲 เก้อเจี้ยเสียงอวิ๋น : ต่างประทับบนเมฆมงคล

去騰空 ซวี่เถิงคง : ทะยานขึ้นสุญญตานภากาศ


แปล : เพื่อให้ผู้ปฏิบัติบำเพ็ญเจริญธรรมเรื่อยไปได้อย่างราบรื่นดุจได้ประทับนั่งอยู่เหนือเมฆมงคลเพื่อทะยานตน ให้พ้นโลกีย์สูงส่งขึ้นไปบนสุญญตานภากาศ



十方天兵護佛駕

十方 สิอฟัง : สิบทิศ

天兵 เทียนปิง : เทวาอารักษ์

護佛駕 ฮู่ฝอเจี้ย : คุ้มครองพุทธบาท

แปล : เทวาอารกษ์ทั้งสิบทิศก็ให้มาร่วมคุ้มครองพุทธบาทพระเมตเตยยะให้บรรลุมหาปณิธานในอันทีจะตระเตรียมกุศลพันธุไว้ในพุทธกาลหน้าต่อไป



保佑彌勒去成功

保佑 เป่าอึ่ว : ปกป้องรักษา

彌勒 หมีเล่อ : เมตเตยยะ

去成功 ชวื่เฉิงกง : บรรลุผล

แปล : ปกป้องรักษาพระเมตเตยยะเพื่อให้ได้บรรลุผลในมหาปณิธานที่จะแปรเปลี่ยนโลกจุ่นวายให้กลายเป็นวิสุทธิแดนดินอันใสสดงดงามดังดอกบัวบานอีกทั้งปกป้องรักษาเมตเตยยะองค์น้อย ๆ คือผู้บำเพ็ญในธรรมกาลยุคขาวนี้ให้ได้สำแก่มรรคผล


อธิบาย
ยังฝอยอ้างสรรพคุณอยู่เลย ระดับจัดเหมาสวรรค์มาอ้างจริงๆ


紅陽了道歸家去

紅陽 หงหยัง : ธรรมกาลยุคแดง

了道 เหลี่ยวเต้า : บรรลุธรรม

歸家去 กุยเจืยชวี่ : กลับคืนเบื้องบนบ้านเดิม

แปล : เมือยุคกาลของธรรมกาลยุคแดงล่วงเลยไป ผู้บำเพ็ญในธรรมกาลยุคแดงต่างก็บรรลุธรรมกลับคืน บ้านเดิมเบื้องบนไปแล้ว


อธิบาย

นี่แหละหนอ การเกทับไว้ขายลัทธิ มาเกาะกินพระศาสนา เอาชื่อเอาคำสอนเอาอะไรต่อมิอะไรไปใช้ โดยสอนลวงหลอกบอกว่าลัทธิมาโปรดยุคใหม่แล้ว จะแอบอ้างอะไรเอาของเก่ามาขายได้ แต่ต้องดึงเข้าประโยชน์ของใหม่ด้วย ฉลาดในการโกงมากๆ หาเครื่องมือง่าย อะไรดีแล้วก็เอามาขาย ให้ตนดูดีกว่า สาธุๆ บาปเวรจริงๆ

เพิ่มเติม>> คัมภีร์ท่อนนี้ยืนยันความมั่วครั้งใหญ่ได้เป็นอย่างดีเพราะลัทธินี้แต่งตำนานใหม่ว่า  ขณะนี้ยุคแห่งพระพุทธโคมดมพุทธเจ้า หรือที่เขาเรียกว่ายุคแดงได้หมดไปแล้ว ! จึงไม่ทราบว่าเขาไปเอาข้อมูลมาจากใหนแล้วทำไมถึงอยากจะเร่งสาบส่งให้พุทธศาสนาดับเหลือเกิน  

ในความจริงยุคปัจจุบันนี้ยังเป็นยุคแห่งพระโคดมพุทธเจ้าโดยสมบูรณ์ทุกประการเพราะยังสมบูรณ์อยู่ทั้ง ปริญัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ทุกประการ

โดยลำดับการอันตรธานแห่งพุทธศาสนานั้นขอยกข้อความ 
จากหนังสือ พุทธประวัติตามแนวปฐมสมโพธิ ของพระครูกัลยาณสิทธิวัฒน์ ปริเฉทที่ ๒๙ ดังนี้

คำว่า อัตรธาน คือ ความเสื่อมสูญเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา มี ๕ ประการ คือ 

๑.ปริยัติอันตรธาน การเสื่อมสูญแห่งพระปริยัติ 

๒.ปฏิบัติอันตรธาน การเสื่อมสูญแห่งการปฏิบัติ 
๓.ปฏิเวธอันตรธาน การเสื่อมสูญแห่งการสำเร็จมรรคผลนิพพาน 
๔.ลิงคอันตรธาน การเสื่อมสูญแห่งเพศสมณะ 
๕.ธาตุอันตรธาน การเสื่อมสูญแห่งพระบรมธาตุ 


ปริยัติอันตรธาน 

พระปริยัติ ได้แก่พระไตรปิฏกทั้ง ๓ คือ พระวินัยปิฏก พระสุตตันตปิฏก และพระอภิธรรมปิฏก ตราบใดที่พระไตรปิฏกยังดำรงอยู่ พระพุทธศาสนาก็ชื่อว่าดำรงอยู่ตราบนั้น เพราะบุคคลจะบรรลุมรรคผลนิพพานได้ ก็ด้วยอาศัยการศึกษาเล่าเรียนพระไตรปิฏก เมื่อพระปริยัติเสื่อมถอยหาบุคคลที่จะศึกษาเล่าเรียนน้อย ศาสนาก็เสื่อมถอยตามไปด้วย การเสื่อมถอยแห่งพระปริยัตินั้นจะมีสิ่งบอกเหตุให้ทราบเป็นลำดับคือ 



เมื่อถึงกลียุคสมัย พระราชามหากษัตริย์มิได้ตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรมประเพณี อีกทั้งหมู่อำมาตย์ราชเสนาบดี รวมทั้งอาณาประชาราษฏร์ทั้งในเมืองและชนบท ต่างพากันงดเว้นจากการประพฤติธรรม พากันหาความสุขสำราญตามอัธยาศัย ข่มเหงเบียดเบียนผู้ที่อ่อนแอกว่าให้เดือดร้อน เมื่อเป็นเช่นนี้ ดินฟ้าอากาศก็วิปริต ผิดปกติฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล พืชพันธุ์ธัญญาก็หายาก หมู่มนุษย์และสัตว์พากันลำบากเดือดร้อนขาดแคลนอาหารทั้งทรัพย์สินเงินทอง เมื่อมนุษย์ทั้งหลายต่างพากันอดอยากยากเข็ญแล้ว จตุปัจจัยไทยทานที่จะถวายแก่พระภิกษุสงฆ์ให้อยู่ดีมีสุขก็หายาก ภิกษุสงฆ์ก็พลอยได้รับความลำบากไปด้วย เมื่อสถานการณ์บ้านเมืองเป็นเช่นนี้ ก็ไม่สามารถสงเคราะห์กุลบุตรให้ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติได้ ครั้นเมื่อพระปริยัติขาดผู้เล่าเรียนแล้วก็เสื่อมทรุดลงตามลำดับ ภิกษุทั้งหลายจะไม่รู้ความหมายแห่งพระปริยัติ จะเหลือแต่บาลีอย่างเดียวแต่ขาดผู้รู้ความหมาย 


ในการเสื่อมสูญแห่งพระไตรปิฏกนั้น พระอภิธรรมปิฏกจะเสื่อมก่อน พระอภิธรรมนั้นมี ๗ คัมภีร์ ได้แก่ 
๑.พระสังคิณี 
๒.พระวิภังค์ 
๓.พระธาตุกถา 
๔.พระปุคคลบัญญัติ 
๕.พระกถาวัตถุ 
๖.พระยมก 
๗.พระมหาปัฏฐาน 

ในพระอภิธัมทั้ง ๗ คัมภีร์นี้ เมื่อจะเสื่อมก็เสื่อมลงจากยอด คือคัมภีร์มหาปัฏฐานก่อน ลำดับต่อไปก็เป็นคัมภีร์ยมก กถาวัตถุ จนถึงสังคิณี โดยลำดับ 

เมื่อพระอภิธรรมปิฏกเสื่อมแล้ว ถ้าพระสุตตันตปิฏกและพระวินัยปิฏกยังดำรงอยู่ ก็ชื่อว่าพระพุทธศาสนายังดำรงอยู่เช่นกัน 

พระสุตตันตปิฏกนั้น เมื่อจะเสื่อมก็เสื่อมมาจากยอดคือ อังคุตรนิกายเสื่อมก่อน จากนั้นก็ถึง สังยุตนิกาย มัชฌิมนิกาย และทีฆนิกายเป็นสุดท้าย เมื่อทีฆนิกายเสื่อมแล้ว พระสุตตันตปิฏกจึงได้ชื่อว่าเสื่อมสูญ จากนั้นภิกษุทั้งหลายไม่สามารถจะทรงจำซึ่งชาดกต่างๆ ได้ และชาดกที่จะเสื่อมเป็นชาดกแรกก็คือ เวสสันดรชาดก 

ต่อจากนั้น ภิกษุทั้งหลายก็จะทรงจำไว้ซึ่งพระวินัยปิฏกเพียงอย่างเดียว ครั้นเวลาล่วงไป พระวินัยปิฏกก็เสื่อมลงเป็นปิฏกสุดท้าย และเมื่อเสื่อมคัมภีร์บริวารจะเสื่อมเป็นคัมภีร์แรก ต่อจากนั้นก็เป็นคัมภีร์ขันธกะ คือ จุลวรรค คัมภีร์ภิกขุวิภังค์ ภิกขุณีวิภังค์ เสื่อมลงมาตามลำดับ จึงได้ชื่อว่าพระวินัยปิฏกเสื่อมสูญ 

แม้กระนั้น พระปริยัติก็ชื่อว่าไม่เสื่อม ถ้าตราบใดที่ยังมีบุคคลสามารถจำคาถาแม้ไม่มากเพียง ๔ บาทเท่านั้น พระปริยัติก็ยังชื่อว่าไม่อันตรธาน แต่ถ้าเมื่อใด หาผู้รู้คาถาเพียง ๔ บาทนั้นไม่ได้แล้ว เมื่อนั้น พระปริยัติ ชื่อว่าอันตรธานสูญสิ้นหาเศษมิได้ 

ปฏิบัติอันตรธาน 
กาลเวลาผ่านไป ภิกษุทั้งหลายไม่สามารถจะบำเพ็ญเพียรปฏิบัติให้เกิดฌาน วิปัสสนาและ มรรคผลได้ จะยังคงรักษาอยู่แต่ปาริสุทธิศีล ๔ เท่านั้น แต่เมื่อเวลาผ่านนานไปภิกษุทั้งหลายพากันเบื่อหน่ายต่อการที่จะรักษาให้บริสุทธิ์ เพราะมองไม่เห็นประโยชน์ในการรักษาพากันเลิกละความเพียร มีแต่ความเกียจคร้านล่วงละเมิดอาบัติน้อยใหญ่ หมดสิ้นความละอาย แม้กระนั้นถ้าหากยังมีภิกษุทรงไว้ ซึ่งปาราชิกสิกขาบทอยู่แล้วปฏิบัติ ก็ชื่อว่ายังไม่อันตรธาน ต่อเมื่อไม่มีภิกษุสำรวมรักษาปาราชิกสิกขาบทแล้ว จึงได้ชื่อว่าปฏิบัติอันตรธาน 

ปฏิเวธอันตรธาน 
พระอรรถกถาจารย์กล่าวไว้ว่า ถ้ายังมีบุคคลสำเร็จเป็นพระโสดาบันแม้เพียงผู้เดียว ก็ยังชื่อว่าปฏิเวธยังดำรงอยู่ แต่ถ้าโลกนี้หาผู้สำเร็จเป็นพระโสดาบันบุคคลไม่มีเลยนั้น ปฏิเวธ ก็ได้ชื่อว่าถึงกาลอันตรธาน 

ลิงคอันตรธาน 
ต่อไปภายภาคหน้า ภิกษุทั้งหลายมีปฏิปทาไม่นำมาซึ่งความเลื่อมใส จะอยู่ในอิรอยาบถใดก็ไม่สำรวมเหมือนพวกเดียรถีย์ไม่มีความสำรวม ประพฤตินอกรีดอนาจารต่างๆ ผิดเพศภิกษุซึ่งเป็นพุทธสาวก แม้กระนั้นก็ยังชื่อว่าเพศสมณะ ยังไม่ถึงกับอันตรธาน 

แต่เมื่อเวลาล่วงเลยไป ภิกษุทั้งหลายไม่ใช้ผ้าไตรจีวรมีสีอันควรแก่สมณเพศ เห็นว่าสีผ้ากาสาวพัสตร์ไม่มีความสำคัญ จากนั้นก็พากันละทิ้งบริขารแม้กระทั้งไตรจีวร พากันประกอบอาชีพหาเลี้ยงครอบครัวทั้งบุตรและภรรยา จะมีก็แต่เศษผ้าเหลืองชิ้นน้อยๆ ห้อยอยู่ที่คอหรือผูกไว้ที่ข้อมือเท่านั้น เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการเป็นพระภิกษุ สมดังพระดำรัสที่ครั้งหนึ่งพระบรมศาสดาตรัสแก่พระอานนท์ว่า 

ดูก่อนอานนท์ ในอนาคตกาล จะหาภิกษุผู้ทรงไว้ซึ่งจีวรมิได้ จะมีก็แต่โครตภูสงฆ์ คือ พระสงฆ์รุ่นสุดท้ายในพระพุทธศาสนา ผู้มีผ้ากาสาวพัสตร์ผูกที่ข้อมือหรือห้อยอยู่ที่คอ หาศีลาจาวัตรมิได้ แม้กระนั้นถ้าหากจะมีทายกมีจิตศรัทธาปรารถนาจะทำบุญ ก็จงตั้งจิตอุทิศถวายเพื่อสงฆ์ แล้ววัตถุจตุปัจจัยถวายแก่ภิกษุผู้มีผ้ากาสาวพัสตร์ผูกที่ข้อมือหรือห้อยที่คอนั้น ก็จะเกิดผลานิสงส์มหาศาลเช่นกัน” 

ถึงแม้ภิกษุทั้งหลายจะมีความเป็นอยู่ย่อหย่อนถึงเพียงนั้น ก็ชื่อว่าเพศภิกษุยังคงอยู่ไม่อันตรธาน แต่เมื่อกาลเวลาล่วงไป ภิกษุเหล่านั้นพากันละทิ้งผ้าเหลืองชิ้นน้อยๆ ที่ติดตัวอยู่นั้นเสีย จึงได้ชื่อว่า ลิงคอันตรธาน คือเพศภิกษุสูญสิ้นไม่เหลือเศษอีกต่อไป 

ธาตุอันตรธาน 
ธาตุอันตรธานเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า พระบรมธาตุนิพพาน และคำว่านิพพานนั้นมี ๓ ประการ คือ 
๑. กิเลสนิพพาน คือการตรัสรู้ที่โคนต้นศรีมหาโพธิ์ 
๒. ขันธนิพพาน คือการดับเบญจขันธ์ ที่สาลวโนทยาน เมืองกุสินารา 
๓. ธาตุนิพพาน คือพระบรมสารีริกธาตุสูญสิ้นไปจากโลก ซึ่งจักเกิดขึ้นในอนาคต 

การนิพพานแห่งพระบรมสารีริกธาตุแห่งพระบรมศาสดาที่ประดิษฐานอยู่ในที่ต่างๆ เมื่อไม่มีผู้สักการะบูชาพระบรมธาตุก็จะเสด็จไปยังถิ่นประเทศที่มีคนเคารพสักการบูชา จวบจนวาระสุดท้ายมาถึง ทั่วทุกถิ่นประเทศหาผู้สักการบูชาไม่มีเลย พระบรมธาตุทั้งหลายจากโลกมนุษย์ เทวโลกและนาคพิภพ จะเสด็จมาสู่ต้นพระศรีมหาโพธิ์สถานที่ตรัสรู้ทั้งหมด แล้วรวมกันเป็นรูปของพระพุทธองค์ ทรงประดิษฐ์สถาน ณ โคนต้นศรีมหาโพธิ์นั้น ประหนึ่งว่าพระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ จะทรงกระทำยมกปาฏิหาริย์ในที่นั้น แต่ในครั้งนี้มนุษย์และสัตว์โลกทั้งหลายจะมิมีผู้ใดได้เห็นพระองค์เลย 

ฝ่ายเทพยดาทั้งหลายในหมื่นจักรวาล จะพากันมาประชุม ณ ที่นั้น ต่างก็กรรแสงโศกาอาดูรเหมือนเมื่อครั้งที่พระพุทธองค์ปรินิพพานที่เมืองกุสินารา ลำดับนั้น เตโชธาตุก็เกิดขึ้นที่พระสรีรธาตุเผาผลาญพระบรมธาตุจนหมดสิ้นหาเศษมิได้ เข้าถึงซึ่งความสูญหายไปจากโลก ได้ชื่อว่า พระบรมธาตุนิพพาน” 

อายุกาลแห่งพระพุทธศาสนาก็สิ้นสุดลง ในบัดนั้น 
เมื่อพระบรมธาตุนิพพานแล้ว เหล่าเทพยดาพากันทำสักการบูชาแล้ว ทำประทักษิณสิ้น ๓ รอบเสร็จสิ้นต่างก็พากันกลับสู่วิมานของตนๆ ในเทวโลก



จากที่ยกเอาเรื่องลำดับการอันตรธานแห่งพุทธศาสนามาให้พิจารณาแล้วทุกท่านจะเห็นได้ว่าเหตุการดังกล่าวยังไม่มีอะไรเกิดสักอย่าง  ยังไม่มีอะไรที่เสื่อมแม้แต่อย่างเดียว

ปริญัติก็ยังสมบูรณ์ดีมีผู้บวชเรียนเขียนอ่านทรงจำพระไตรปิฏกมากมาย

ปฏิบัติก็ยังสมบูรณ์ดียังมีผู้ปฏิบัติคำสั่งสอนพระพุทธเจ้าอยู่ทั่วทุกหัวระแห่ง สำนักปฏิบัติธรรมและครูบาอาจารย์ทั้งหลายก็ยังมีให้เห็นถ้วนหน้า

ปฏิเวธคือผู้ปฏิบัติได้ถึงมรรคผลนิพพานก็ยังมีให้เห็นอยู่ในปัจจุบันนะครับไม่เคยขาดเลย

เพศสมณะนักบวชและพระภิกษุสงฆ์ยังมีให้เห็นมากมายครับล้วนแล้วแต่มีจริยวัตรอันดีงามทั้งสิ้นและยังเป็นเนื้อนาบุญของโลกได้ตลอดมา

พระบรมธาตุก็ยังมีไห้ให้ประชาชนได้กราบใหว้สักการะมากมายทั้งตามวัดวาอารามตามสถูปเจดีย์ต่าง ๆ ทั่วเมืองไทยไม่ว่าจะเป็นพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าไปจนกระทั่งพระธาตุแห่งพระอรหันต์สาวกทั้งหลายตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

เพราะฉะนั้นเมือพระศาสนายังสมบูรณ์อยุ่ทุกประการเช่นนี้ย่อมหมายศาสนายังไม่ดับแน่นอนครับ  ส่วนลัทธิใหนคนใหนที่มันคอยแต่จะยุแยงทำร้ายเร่งให้ศาสนาดับเร็ว ๆ สุดท้ายจะแพ้ภัยตัวเองทั้งสิ้น

นอกจากนี้พระพุทธเจ้ายังได้ตรัสไว้อย่างเด็ดขาดก่อนปรินิพพานอีกด้วยว่า

" ถ้าพระภิกษุยังปฏิบัติชอบอยู่ โลกก็จักไม่ว่างจากพระอรหันต์ " 

นั่นก็หมายความว่าหากแม้นพุทธบริษัท4 ยังคงปฏิตามคำสั่งสอนพระพุทธเจ้า ยังคงปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์แปดแล้วพระศาสนาก็จะไม่มีวันดับแน่นอนครับ


轉到三陽彌勒尊

轉到三陽 จ่วนเต้าชันหยัง : เวียนมาถึงยุคสาม

彌勒尊 หมีเล่อจุน : พระศรีอารยเมตไตรย


แปล : บัดนี้ ย่างเข้าส่ธรรมกาลยุคที่สาม พระศรีอาริยเมตไตรยจะปกครองธรรมกาลต่อไปหนึ่งหมื่นแปดร้อยปี
(ธรรมกาลยุคเขียวในครั้งพระทีปังกรพุทธเจ้า ปกครองธรรมกาลหนึ่งพันห้าร้อยปี ต่อด้วยธรรมกาลยุคแดงครั้งพระสมณโคดมปกครองธรรมกาลสามพันปี)


อธิบาย
ด้านบน เป็นคำที่มีอธิบายมาแต่เดิมจากผลงานอรรถาธิบายของลัทธิจริงๆ (สาวกลัทธิอาศัยแปลมาจากเอกสารภาษาจีนอีกต่อหนึ่งด้วย) ใช้ยืนยันว่าความจริงของเราแม้ในส่วนนี้ก็ไม่เคยยกเมฆใส่ความแม้แต่น้อย


無皇勒令寄下生

無皇 อู๋ฮวั๋ง : พระอนุตตรธรรมเจ้า

勒令 ชึ่อลิ่ง : บัญชาประกาศิต

寄下生 จี้เซี่ยเชิง : พุทธบุตรทีจุติฝากเกิดกายในโลกต่ำ

แปล : ธรรมกาลยุคสุดท้ายนี้พระอนุตตรธรรมเจ้าพระแม่องค์ธรรมจึงโปรดบัญชาประกาศิตให้พระพุทธะพระโพธิสัตว์เทพพรหมองค์อินทร์สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดพร้อมกันสนองธรรมโองการรับหน้าที่ฉุดช่วยเหล่าพุทธบุตรที่จุติฝากเกิดกายไว้ในโลกตํ่า


收伏南閻歸正宗

收伏南閻 โซวฝูหนันเอึ้ยน : เก็บและกำราบโลกมนุษย์

歸正宗 กุยเจิ้งจง : กลับสู่ต้นตระกูล


แปล : ให้ทุกพระองค์ร่วมกันทำหน้าที่ตามหาพุทธบุตรที่หลงเวียนว่ายอยู่ในโลกมนุษย์เก็บรวบรวมมาไว้กำราบด้วยพุทธานุภาพให้คืนกลับสู่ต้นตระกูล คือ กลับสู่อนุตตรพระแม่องค์ธรรมเป็นหนึ่งเดียวกัน ทุกชาติภาษา ทุกศาสนา ทุกคน


อธิบาย
อนุตรธรรมมารดา พระเจ้าของลัทธิที่สร้างขึ้นมาเพื่อใช้ควบรวมบังคับบัญชาบรรดาพระศาสดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ลัทธิจะเอาไปอ้าง ไปเหมา ไปขาย ได้ทุกสิ่งทุกอย่าง(ตัวกำเนิดทุกข์แห่งสรรพชีวิต)


往來造下真言咒

往來造下 ไหลอวั๋งเจ้าเซื่ย : มา-กลับโปรดกำหนดให้

真言咒 เจินเอื้ยนโจ้ว : สัจจคาถา


แปล : การจุติเกิดกายในโลกคือ "มา" ถึงกาลเก็บงานสมบรณ์ผลบัดนี้คือ "กลับ"
พุทธบุตรจะต้องกลับคืนบ้านเดิมเบื้องบนในครั้งนี้ด้วยดวงธรรมญาณอันบริสุทธิ้โปร่งใส
พระอนุตตรพระแม่องค์ธรรมได้โปรดประทานสัจจคาถาทั้งเที่ยวมา (เกิดกาย) และเที่ยวกลับ (หลุดพ้น)


อธิบาย
สัจจคาถามีเที่ยวมาเที่ยวกลับ สาวกลัทธิต่อไปคงต้องท่องเป็นกลอนอุปรากรจีน พระแม่เจ้าช่างหมั่นคิดหมั่นเฟ้นหาด้วยความสร้างสรรค์ทำอย่างกะรหัสผ่านเข้าหอพักนักเรียนในนิยายแฮร์รี่ พอตเตอร์ หรืออย่างไร?


เพิ่มเติม>> น่าตลกมากที่นิพพานสำหรับลัทธินี้นอกจากจะไม่พ้นเวียนว่ายตายเกิดแล้วตอนเวลาลงจากนิพพานก็ต้องรับเอาคาถามาท่องด้วย  พอจะกลับก้ต้องท่องคาถาเข้านิพพานอีกรอบเหมือนรหัสพาสเวิร์ดเข้าออกนิพพาน



傳下當來大藏經

傳下 ฉวนเซี่ย : ถ่ายทอดประทานให้

當來 ตังไหล : อันได้มีมา

大藏經 ต้าจํ๋งจิง : มหาธรรมปิฎกพุทธจิตธรรมญาณ

แปล : พระอนุตตรพระแม่องค์ธรรมได้โปรดประทานพุทธจิตธรรมญาณอันได้มีมาจากเบื้องบนแต่เดิมที
พุทธจิตธรรมญาณอันได้มีมาจากเบื้องบน  แต่เดิมทีนั้นเปรียบได้ดั่งมหาธรรมปิฎกที่สมบูรณ์พร้อมด้วยแก่นแท้แห่งธรรมสาระ


อธิบาย
คำว่า 大藏經 ที่จริงก็หมายถึงพระไตรปิฏกตรงๆ เลยนั่นแหละ

ลัทธินี้สอนว่า คาถาห้าคำ (อู๋ไท่ฝอหมีเล่อ)สรุปความรวบยอดพระธรรมคำสอนทุกสิ่งในพระไตรปิฏกมาหมดจึงเป็นสุดยอดแห่งคาถา และใช้เป็นรหัสผ่านเข้านิพพานได้(ฟูลออพชั่นจริงๆ กับเรื่องลวงโลก)


ลัทธิเอาคำว่า 大藏經 ไปอธิบายขยายความเป็นพุทธจิตธรรมญาณ = ญาณทวาร ...นี่เป็นความมั่วแหลกลาญแบบเฉพาะตัวที่หากลอกเลียนแบบหรือหลงเชื่อ เท่ากับ...
(เวทนาเกินจะพิมพ์ลงไป)

>> พิจารณาสิ่งที่เขาสอนแอบอ้างกันหนักหนาว่าเทียบกับพระไตรปิฏกได้หรือไม่แม้แต่เพียงครึ่งหน้า...

เวรบาปแห่งอวิชชาจริงๆ ลัทธิลวงโลกอนุตรธรรม ...

เพิ่มเติม>>คาถาห้าคำของลัทธิคือ  อู๋ไท่ฝอหมีเล่อ  ทีลัทธิโกหกว่าเป็นความลับสวรรค์และเป็นสิ่งที่ถูกซ่อนไว้ในพระไตรปิฏก  ความจริงแล้วไม่เคยปรากฏคำสอนแบบนี้ในพระไตรปิฏกเล่มใดทั้งสิ้นไม่ว่าฝ่ายเถรวาทหรือมหายานก็ตาม


嬰兒奼女常持念

嬰兒 อิงเอ๋อ : ทารก

奼女 ซ่าหนวี่ : ทุลสตรี

常持念ฉังฉือเนี่ยน : ประคองท่องจำรำลึกเสมอ

แปล : หากแม้นประคองท่องจำ "คัมภีร์สัจจคาถา เมตเตยยะ" อยู่เสมอหากแม้นประคองท่องจำรำลึกในความเป็นพุทธจิตธรรมญาณอันบริสุทธิ้โปร่งใสดั่งทารกน้อย กำหนดจิตไม่สอดส่ายไปจากฐานเดิมดั่งกุลสตรีที่อยู่กับเหย้าเฝ็ากับเรือนสำรวมระวังตนอยู่เสมอ



邪神不敢來近身

邪神 เสียเสิน : เทพอัปมงคล

不敢 ปู้กั่น : ไม่กล้า

來近身 ไหลจิ้นเชิน : มาใกล้ตัว

แปล : เทพอัปมงคล สิ่งเลวร้ายภายนอกและมิจฉาทิฐิในตนจะไม่กล้าสำแดงความชั่วร้ายไม่กล้ากล้ำกรายเข้าใกล้ตัว




持念一遍神通大

持念一遍 ฉีอเนี่ยนอึ๋เปียน : ประคองท่องจำรำลึกหนึ่งรอบ

神通大 เสินทงต้า : ปัญญาญาณจะศักสิทธิ์สิทธิ๋ยิ่งใหญ่


แปล : ประคองท่องจำรำลึกคัมภีร์สัจจคาถาเมตเตยยะ หนึ่งรอบ
ประคองท่องจำรำลึกในความเป็นพุทธจิตธรรมญาณอันบริสุทธิ์โปร่งใสไว้ได้รอบหนึ่ง ปัญญาญาณในตนจะศักดิ์สิทธิ์ยิ่งใหญ่




持念兩遍得超生

持念兩遍 ฉีอเนี่ยนเหลี่ยงเปียน : ประคองท่องจำรำลึก สองรอบ

得超生 เต๋อเชาเชิง : ได้ล่วงพ้นการเกิดตาย


แปล : ประคองท่องจำรำลึกคัมภีร์สัจจคาถาเมตเตยยะด้วยจิตบริสุทธิ้โปร่งใสสองรอบ จิตจะสงบนึ่งไม่สอดส่ายวุ่นวายจิตจะไม่เกิดตายไปตามความคิดดำริหรืออารมณ์เท่ากับจิตล่วงพ้นการเวียนเกิดเวียนตาย




持念三遍神鬼怕

持念三遍 ฉีอเนี่ยนชันเปี้ยน : ประคองท่องจำรำลึกสามรอบ

神鬼怕 เสินกุ่ยท่า : เทพเทวาผีสางต่างเกรงกลัว


แปล : ประคองท่องจำรำลึกสามรอบ พุทธานุภาพของคัมภีร์ลัจจคาถาเมตเตยยะจะปรกแผ่คุ้มครองรักษาจนเทพเทวาผีสางต่างเกรงกลัว  ประคองท่องจำรำลึกสามรอบด้วยจิตมั่นคงเที่ยงตรงมีพลัง เทพเทวาผีสางต่างเกรงกลัวในผู้นั้น



魍魎邪魔化為塵

魍魎 อวั่งเหลี่ยง : ผีป่าผีน้ำทุกแห่งหน

邪魔 เสียหมอ : มารและสิงอัปมงคล

化為塵 ฮว่าเหวยเฉิน : แปรเป็นผงธุลีดิน

แปล : เมื่อพุทธจิตธรรมญาณในตนสำแดงคุณศักดิ์สิทธิ้ยิ่งใหญ่ ขณะสวดท่องคัมภีร์สัจจคาถาเมตเตยยะพุทธานุภาพจากสิ่งศักดิสทธิ์ทุกพระองค์อีกทั้งพุทธานุภาพในตนจะปกปัองภัยจากผีปาผีนํ้าทุกแห่งหนมารอัปมงคล ทั้งหลายเข้าใกล้มาเมื่อไรพุทธานุภาพก็จะดลบันดาลให้กลับกลายแปรไปเป็นผงธุลีดิน


อธิบาย
"ฝอย" ล้วนๆ จริงๆ



修持劫內尋路

修持 ซิวฉือ : บำเพ็ญมั่นไว

 เจึ๋ยเน่ย : ท่ามกลางภัยพิป้ติ

尋路逕 สวินลู่จิ้ง : หาแนวทาง

แปล : ท่ามกลางภัยพิบัติทุกข์เข็ญจงบำเพ็ญจิตมั่นคงไว้มิให้ไหวหวั่น ขณะเดียวกันคือกำหนดหาแนวทางที่จิตญาณจะผ่านพ้นอุปสรรคทั้งปวง


念起真言歸佛令

念起真言 เนี่ยนฉี่เจินเอึ๋ยน: ท่องสัจจคาถากำหนดจิตเดิมแท้

歸佛令 กุยฝอลิ่ง : กสับคืนไปสู่พุทธภาวะแห่งตน


แปล : เมื่อกำหนดแนวทางของจิตได้แล้วท่องสัจจคาถากำหนดจิตเดิมแท้ไว้ที่จุดญาณทวารโน้มนำจิตเดิมแท้ ให้เข้าถึงพุทธคุณแห่งพระนามพระพุทธะที่สวดท่องนั้น



南無天元太保阿彌陀佛

南無 หนันอู๋ : นโม

 เทียน : ฟ้าเบื้องบน

元 เอวึ๋ยน : ปฐมกาลอันเป็นเบื้องต้น
太保 ไท่เป่า : พระผู้พิทักษ์ธรรมจักรวาล
彌陀佛 อาหมีถัวฝอ : อมิตาพุทธ

แปล : สวดท่องพระคัมภีร์สัจจคาถาพระเมตเตยยะจบลงแล้วให้ตั้งจิตระลึกถึงพระนามของพระพุทธองค์ชึ่งจะอุบัติมากอบกู้กุศลพันธุ์ในกาลต่อไป คือ "พระเมตเตยยะ พระศรีอารยเมตไตรยเทียนเอวี๋ยนไท่เป่าอาหมีถัวฝอ" พระองค์ทรงเป็นอมิตาพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งซึ่งพิทักษ์ธรรมจักรวาลเบื้องต้นตงแต่ปฐมกาลแห่งฟ้าเบื้องบน



อธิยาย
มั่วเละเทะเข้าให้แล้ว ผสมอะไรต่อมิอะไร โยงขึ้นฟ้าสถานเดียว



>> คำว่า ออมีถัวฝอ ลัทธิก็สอนว่าเป็นสัจจคาถายุคแดงแล้วเอามาใช้ทำไมหนอนี่ทำไมไม่ลงท้ายกันไปเลยว่า "อู๋ไท่ฝอหมีเล่อ" จะไปกลัวทำไมหนอจับคำในบทสวดใหญ่ลากๆ มาห้าคำมันก็ออกเสียงอยู่ดี...สวรรค์บัญชา??
ทาสอวิชชา!!

十叩首 – สือ โค่ว โส่วววววว = สิบกราบคารวะ
...百叩首 ...千叩首 ...萬叩首
...叩首 叩首...   - กราบกันให้ตายไปเลย จะได้นิพพานฉับพลันทันทีพระแม่แฮปปี้สามรหัสได้งัดมาใช้ ไปเสวยสุขหฤหรรษ์ในแดนสวรรค์นิพพานฟ้าเบื้องบนพระแม่อนุตรธรรม นะจ๊ะ !!!


..........______________________..............

แปลจบแล้ว ...ยังหาสาระอะไรไม่ได้
นอกจากการแอบอ้างชักแม่น้ำห้าสายกุเรื่องร้อยแปดพันเก้าพรรณนาโยงไปขายสามรหัสลับลัทธิ สารพัดโน้มน้าวโฆษณาอานุภาพในลัทธิจนอลังการดาวล้านดวง

...สวดแล้วบรรลุได้จริงก็เอาเถิด ปลงสังเวชได้เท่านั้นนะจ๊ะ !!


โค่วโส่ววววววว...

ตามคติแห่งพระพุทธศาสนา ตามพระสูตรพระคัมภีร์ พระศรีอาริยเมตไตรยเป็นพระมหาโพธิสัตว์อนาคตวงศ์ ที่จะมาตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ถัดไปในโลกนี้

เมื่อพระธรรมอันพระพุทธเจ้าศากยมุนีได้ตรัสสอนยังมีอยู่ครบถ้วนและยังมีผู้ปฏิบัติสำเร็จตามก็ย่อมเป็นกาลสมัยแห่งพระศาสนาของพระพุทธเจ้าศากยมุนีไม่ใช่กาลเวลาของพระเมตไตรย์

แม้ว่าพระศรีอาริยเมตไตรย์จะลงมาตรัสรู้ประกาศพระธรรมในอนาคตกาลก็จะทรงสอนอย่างที่พระศากยมุนีพุทธเจ้าได้สอนไว้ไม่แตกต่างกัน ทั้งนี้พระมหาโพธิสัตว์ศรีอาริยเมตไตรย์ให้ความเคารพในพระศากยมุนีพุทธเจ้าเป็นอย่างยิ่ง

สังเกตได้จาก ในคติรูปเคารพของอินเดียแต่เดิม พระศรีอาริยเมตไตรยในลักษณะมหาบุรุษจะทรงพระสถูปขนาดเล็กที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าศากยมุนีไว้บนพระเศียรด้วย

ดังนั้น พระมหาโพธิสัตว์ศรีอาริยเมตไตรย์ ย่อมให้ความเคารพและให้การบริบาลพระศาสนาของพระศากยมุนีพุทธเจ้าในปัจจุบันและไม่ลงมาเพื่อเปลี่ยนผ่านยุคดังที่ลัทธิอนุตรธรรมสอนกันหนักหนา

เมื่อพิจารณาความในคัมภีร์ที่ระบุถึงพระศรีอาริยเมตไตรยจะสรุปได้ว่า ปัจจุบันนี้พระศรีอาริยเมตไตรย์ก็ยังประทับอยู่ที่สวรรค์ชั้นดุสิตซึ่งเป็นหนึ่งในฉกามาวจรสวรรค์ไม่ใช่นิพพานอนุตรธรรมในฟ้าเบื้องบนดั่งที่ลัทธิมารอนุตรธรรมอ้าง

อนึ่ง พระมหาโพธิสัตว์ศรีอาริยเมตไตรย์ มีลักษณะตามความในทางคัมภีร์ ทรงมีลักษณะอย่างมหาบุรุษทั้งสามสิบสองประการดุจพระพุทธเจ้าเพราะบารมีที่สั่งสมมาจนสมบูรณ์พร้อมตรัสรู้ไม่ได้มีลักษณะเป็นพระจีนอ้วนพุงพลุ้ยที่เห็นกันชินตา

จากคติพระจีนอ้วนเกิดขึ้นในประเทศจีนที่เอาลักษณะของพระภิกษุที่เชื่อกันว่าเป็นพระเมตไตรยแบ่งภาคลงมาสร้างบารมี ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ผิดเพราะรูปลักษณะใดๆ เมื่อใช้เป็นองค์แทนแห่งคุณของพระมหาโพธิสัตว์ ก็ย่อมใช้ได้

แต่ลักษณะแห่งพระจีนอ้วนพุงพลุ้ยนั้น ทางลัทธิอนุตรธรรมสำคัญไปว่าเป็นร่างแท้ๆ ของพระเมตไตรย์และใช้รูปร่างลักษณะนี้ออกมาแอบอ้างหากินให้ลัทธิโดยตลอด

รูปภาพ : พระศรีอาริยเมตไตรยมหาโพธิสัตว์ แสดงพระองค์เป็นพระพุทธเจ้า 
ทรงเทินพระสถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระศากยมุนีพุทธเจ้าไว้บนพระเศียร(เจดีย์สีขาว)...ศิลปะทิเบต

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น